
Citi ประกาศพร้อม “เปิดหน้าประวัติศาสตร์ใหม่” หลังเดินหน้า Turnaround ครั้งใหญ่ภายใต้ Jane Fraser
Citi ประกาศพร้อม “เปิดหน้าประวัติศาสตร์ใหม่” หลังเดินหน้า Turnaround ครั้งใหญ่ภายใต้ Jane Fraser
Citigroup หรือ Citi ส่งสัญญาณชัดเจนว่าธนาคารยักษ์ใหญ่ของสหรัฐฯ กำลังเข้าสู่บทใหม่ หลังใช้เวลาหลายปีแก้ปัญหาโครงสร้างองค์กร ระบบควบคุมความเสี่ยง และภาพลักษณ์ที่เคยตามหลังคู่แข่งใน Wall Street ภายใต้การนำของ Jane Fraser ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ซึ่งเข้ารับตำแหน่งตั้งแต่ปี 2021
ในการประชุมนักลงทุนครั้งล่าสุด Citi ระบุว่าธนาคารไม่ได้อยู่แค่ในช่วง “ซ่อมบ้าน” อีกต่อไป แต่กำลังเปลี่ยนผ่านสู่ช่วงที่เน้นการเติบโต การทำกำไร และการคืนมูลค่าให้ผู้ถือหุ้น โดยมีเป้าหมายสำคัญคือการยกระดับ Return on Tangible Common Equity หรือ ROTCE ให้สูงขึ้นในระยะกลางและระยะยาว
Citi ตั้งเป้ากำไรใหม่ หวังพิสูจน์ว่าแผน Turnaround ใช้ได้จริง
ตามรายงานของ Reuters Citi ตั้งเป้า ROTCE ที่ระดับ 11%-13% สำหรับปี 2027-2028 และคาดว่าจะเพิ่มเป็น 14%-15% ในช่วงปี 2029-2031 จากระดับ 8.8% ในปี 2025 ซึ่งถือเป็นเป้าหมายที่สะท้อนความมั่นใจของผู้บริหารต่อแผนปรับโครงสร้างระยะยาวของธนาคาร
นอกจากนี้ Citi ยังประกาศแผนซื้อหุ้นคืนหลายปี มูลค่ารวมประมาณ 30,000 ล้านดอลลาร์ โดยเริ่มตั้งแต่ไตรมาส 2 ซึ่งเป็นสัญญาณว่าธนาคารต้องการส่งคืนเงินทุนให้ผู้ถือหุ้นมากขึ้น หลังจากใช้เวลาหลายปีทุ่มทรัพยากรไปกับการปรับปรุงระบบภายในและลดความซับซ้อนขององค์กร
Jane Fraser เปลี่ยน Citi จากองค์กรซับซ้อน สู่ธนาคารที่โฟกัสมากขึ้น
ตั้งแต่ Jane Fraser ขึ้นเป็น CEO เธอได้ผลักดันการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ทั้งการขายธุรกิจ Consumer Banking ในหลายประเทศ การลดชั้นผู้บริหาร การจัดโครงสร้างใหม่ และการหันไปให้ความสำคัญกับธุรกิจหลัก เช่น Wealth Management, Banking, Markets, Services และ U.S. Personal Banking
รายงานของ The Wall Street Journal ระบุว่า Fraser พยายามทำให้ Citi “ทิ้งอดีตไว้ข้างหลัง” หลังธนาคารเคยถูกมองว่าเป็นองค์กรขนาดใหญ่ที่ซับซ้อน เคลื่อนไหวช้า และมีปัญหาด้านระบบควบคุมภายในมาเป็นเวลานาน
จุดเปลี่ยนสำคัญคือ Citi ไม่ได้พยายามเป็นธนาคารที่ทำทุกอย่างในทุกตลาดอีกต่อไป แต่เลือกโฟกัสในธุรกิจที่มีศักยภาพสูง มีฐานลูกค้าชัดเจน และสามารถสร้างผลตอบแทนที่แข็งแรงกว่าเดิม
Wealth Management และ AI กลายเป็นเครื่องยนต์ใหม่ของ Citi
หนึ่งในธุรกิจที่ Citi ให้ความสำคัญมากขึ้นคือ Wealth Management ซึ่งดูแลสินทรัพย์ลูกค้าราว 1.3 ล้านล้านดอลลาร์ โดยธนาคารมองว่ากลุ่มลูกค้ามั่งคั่งทั่วโลกยังเป็นโอกาสใหญ่ โดยเฉพาะในตลาดที่ Citi มีเครือข่ายระดับนานาชาติอยู่แล้ว
Citi ยังเริ่มนำ Artificial Intelligence หรือ AI เข้ามาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน เช่น โครงการ “Sky” ที่ถูกออกแบบมาเพื่อช่วยยกระดับการให้บริการลูกค้าและสนับสนุนทีมงานภายใน
ตลาดตอบรับแบบระมัดระวัง แม้แผนดูแข็งแรงขึ้น
แม้ Citi จะประกาศเป้าหมายที่ดูมั่นใจ แต่นักวิเคราะห์บางส่วนยังมองว่าธนาคารต้องพิสูจน์ให้ได้ว่าแผนทั้งหมดสามารถทำได้จริง เพราะ Citi เคยมีประวัติการปรับโครงสร้างหลายครั้ง แต่ยังไม่สามารถไล่ทันคู่แข่งรายใหญ่ใน Wall Street ได้อย่างเต็มที่
Barron’s รายงานว่า แม้ Citi ยกระดับเป้าหมายทางการเงิน แต่นักลงทุนบางส่วนยังมีความกังวลว่าเส้นทางการเติบโตต่อจากนี้จะไม่ง่าย โดยเฉพาะเมื่อธนาคารต้องแข่งขันในธุรกิจสำคัญอย่าง Investment Banking, Credit Cards และ Wealth Management
ภาพรวม: Citi กำลังพยายามเปลี่ยนจาก “ธนาคารที่กำลังแก้ปัญหา” เป็น “ธนาคารที่พร้อมแข่งขัน”
การประกาศครั้งนี้ถือเป็นช่วงเวลาสำคัญของ Citi เพราะสะท้อนว่าผู้บริหารต้องการเปลี่ยน narrative ของธนาคาร จากองค์กรที่ถูกจดจำด้วยปัญหาในอดีต ไปสู่สถาบันการเงินระดับโลกที่มีโครงสร้างเรียบง่ายขึ้น คล่องตัวขึ้น และพร้อมสร้างผลตอบแทนที่ดีขึ้น
อย่างไรก็ตาม ความท้าทายยังมีอยู่มาก Citi ต้องพิสูจน์ว่าการปรับระบบเทคโนโลยี การจัดการความเสี่ยง การลดต้นทุน และการขยายธุรกิจหลักจะเดินหน้าได้จริงตามแผน หากทำสำเร็จ ธนาคารอาจกลายเป็นหนึ่งในกรณีศึกษา Turnaround ที่น่าจับตาที่สุดของ Wall Street ในยุคใหม่
สรุปข่าว
Citi กำลังประกาศตัวว่าเดินมาถึงจุดเปลี่ยนสำคัญ หลังใช้เวลาหลายปีปรับโครงสร้างภายใต้การนำของ Jane Fraser เป้าหมายต่อจากนี้คือการเพิ่มกำไร ยกระดับผลตอบแทนผู้ถือหุ้น ใช้ AI เพิ่มประสิทธิภาพ และทำให้ธนาคารกลับมาแข่งขันกับคู่แข่งรายใหญ่ได้อย่างมั่นใจมากขึ้น แต่ตลาดยังต้องรอดูว่าแผนนี้จะเปลี่ยน Citi ได้จริงแค่ไหนในระยะยาว
#Citi #Citigroup #JaneFraser #WallStreet #SlimScan #GrowthStocks #CANSLIM #ข่าวหุ้น