
ซิตี้คาด BAT โตแบบ Organic เล็กน้อยก่อนประกาศงบเต็มปี 2025 แต่กำไรต่อหุ้นอาจอ่อนตัว—ตลาดจับตา New Categories, Glo Hilo และกฎคุม “vape” สหรัฐฯ
ซิตี้คาด BAT โตแบบ Organic เล็กน้อยก่อนประกาศงบเต็มปี 2025 แต่กำไรต่อหุ้นอาจอ่อนตัว—ตลาดจับตา New Categories, Glo Hilo และกฎคุม “vape” สหรัฐฯ
บรรยากาศก่อนการประกาศผลประกอบการเต็มปีของ British American Tobacco (BAT) หรือหุ้น LSE:BATS กลับมาคึกคักอีกครั้ง เมื่อฝั่งนักวิเคราะห์จาก Citi (รายงานโดยสื่อการเงิน Proactive Investors) ประเมินว่า BAT น่าจะยัง “โต” ได้ในเชิง Organic growth แบบพอประมาณ แม้ภาพรวมรายได้ตามบัญชี (reported) และตัวเลขกำไรต่อหุ้นอาจออกมาอ่อนลงจากแรงกดดันด้านมาร์จิ้นและสภาพแวดล้อมการแข่งขัน/กฎระเบียบที่เปลี่ยนเร็ว โดยตลาดกำลังรอคำตอบสำคัญว่า BAT จะรักษาโมเมนตัมของธุรกิจทางเลือกใหม่ได้แค่ไหนในปีถัดไป และจะรับมือกับตลาดบุหรี่ดั้งเดิมในสหรัฐฯ ที่แข่งขันดุเดือดอย่างไร
รายงานระบุด้วยว่า แม้มีความผันผวนในตัวเลข “headline” แต่โบรกเกอร์ยังคงมุมมองเชิงบวกต่อมูลค่าหุ้น โดยมีการย้ำคำแนะนำแบบ “buy” และให้ราคาเป้าหมายที่ 4,900 เพนนี (p) ในช่วงก่อนประกาศงบ ขณะที่ราคาหุ้น BAT ขยับขึ้นราว 0.8% ไปแถว 4,531p ตามข้อมูลในข่าว
สรุปประเด็นข่าว: โตแบบ Organic ได้ แต่กำไรอาจถูกบีบจากมาร์จิ้น
ภาพรวมที่นักวิเคราะห์มองคือ BAT ยังพอมีแรงส่งด้านยอดขายในเชิง “คุณภาพ” หากดูแบบ Organic (ตัดผลกระทบค่าเงินและปัจจัยพิเศษบางส่วนออก) แต่เมื่อกลับมาดูแบบ “reported” ซึ่งสะท้อนทุกอย่างตามบัญชี รายได้รวมอาจลดลงเล็กน้อย พร้อมกับมาร์จิ้นที่อาจถูกกดจากต้นทุนและการปรับพอร์ตผลิตภัณฑ์ ทำให้กำไรต่อหุ้น (EPS) มีโอกาสออกมาต่ำกว่าที่ตลาดคาด
ในรายงานเดียวกัน นักวิเคราะห์ชื่อ Damian McNeela (อ้างอิงโดย Proactive) ประเมินว่า รายได้ทั้งปีงบประมาณ 2025 ของ BAT อาจลดลง 1.6% แบบ reported ไปอยู่ราว £25.45bn แต่ถ้าดูแบบ organic จะเพิ่มขึ้นประมาณ 2.0%
ด้านกำไรจากการดำเนินงานที่ปรับปรุงแล้ว (adjusted profit from operations) ถูกคาดว่าจะลดลง 1.3% มาแถว £11.22bn และมาร์จิ้นกลุ่มอาจลดลงราว 190 bps (basis points) ลงมาอยู่ที่ประมาณ 44.1% ขณะที่ adjusted diluted EPS ถูกคาดว่าจะลดลง 3.1% มาอยู่ที่ 330.7p ต่ำกว่าค่า consensus ในข่าวที่ระบุไว้ที่ 338.5p
ทำความเข้าใจคำว่า “Organic growth” และ “Reported” แบบง่าย ๆ
หลายคนอ่านข่าวหุ้นแล้วงงว่า “โต” หรือ “ไม่โต” กันแน่ เพราะตัวเลขสองแบบนี้มักสวนทางกัน:
- Organic growth = การเติบโตจากการทำธุรกิจจริง ๆ เช่น ปริมาณขาย/ราคาขาย/ส่วนผสมสินค้า (mix) โดยพยายามตัดผลกระทบที่ “ไม่ใช่การดำเนินงานหลัก” ออก เช่น ค่าเงินผันผวน หรือการซื้อขายกิจการบางกรณี
- Reported (ตามบัญชี) = ตัวเลขรวมทุกอย่างตามงบการเงินจริง ซึ่งจะสะท้อนผลกระทบค่าเงิน การปรับโครงสร้าง หรือรายการพิเศษต่าง ๆ มากกว่า
ดังนั้น “Organic โต 2% แต่ Reported ลด 1.6%” ในข่าวนี้ จึงตีความได้ว่า ธุรกิจพื้นฐานยังพอไปได้ แต่มีแรงต้านจากปัจจัยภายนอกและองค์ประกอบทางบัญชีที่กดตัวเลขรวมลง
หนี้สุทธิ (Net debt) ยังเป็นอีกจุดที่นักลงทุนจับตา
อีกตัวเลขที่ถูกยกมาในข่าวคือ “หนี้สุทธิที่ปรับปรุงแล้ว” (adjusted net debt) ซึ่งถูกคาดว่าจะเพิ่มขึ้นประมาณ £665m ไปอยู่ราว £31.25bn หรือคิดเป็นประมาณ 2.6 เท่าของ EBITDA
สำหรับนักลงทุน ตัวเลขนี้สำคัญเพราะเป็นภาพสะท้อน “ความยืดหยุ่นทางการเงิน” (financial flexibility) โดยเฉพาะกับบริษัทขนาดใหญ่ที่มีกระแสเงินสดสูงแต่ก็ต้องบริหารหนี้ การลงทุน และนโยบายจ่ายเงินปันผลไปพร้อมกัน หาก leverage สูงขึ้นต่อเนื่อง ตลาดมักถามต่อว่า บริษัทจะรักษาสมดุลระหว่างการลงทุนในอนาคตกับการคืนผลตอบแทนผู้ถือหุ้นอย่างไร
5 ประเด็นใหญ่ที่ตลาดโฟกัสก่อนงบ: ไม่ได้ดูแค่ตัวเลข แต่ดู “ทิศทาง”
รายงานชี้ว่ามีอย่างน้อย 5 เรื่อง ที่นักลงทุนจะไล่ถามและไล่ฟังในวันประกาศผลและการให้มุมมองของผู้บริหาร ซึ่งหลายข้อไม่ได้อยู่ที่ “งบออกมาดีกว่า/แย่กว่า” เพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่ “แนวโน้มต่อจากนี้”
1) New Categories โตแค่ไหน และโตแบบยั่งยืนหรือไม่
หนึ่งในแกนหลักของเรื่องนี้คือธุรกิจ New Categories (สินค้าทางเลือกใหม่) ซึ่งเป็นกลุ่มที่ผู้ผลิตยาสูบทุกรายพยายามผลักดันเพื่อปรับตัวตามพฤติกรรมผู้บริโภคและกฎระเบียบ โดยรายงานคาดว่า New Categories ของ BAT อาจโตแบบ 6.6% (constant currency) หนุนโดยโมเมนตัมในทั้ง 3 แพลตฟอร์ม
ประเด็นสำคัญคือ ตลาดอยากรู้ว่า “โตระดับ mid-single digit” (ประมาณ 4–6% ต่อปี) จะทำได้ต่อเนื่องในระยะกลางหรือไม่ เพราะถ้าทำได้จริง New Categories จะไม่ใช่แค่ส่วนเสริม แต่จะเป็นเครื่องยนต์หลักที่ช่วยลดการพึ่งพาบุหรี่ดั้งเดิมในระยะยาว
2) ธุรกิจ Combustible (บุหรี่ดั้งเดิม) โดยเฉพาะสหรัฐฯ กลุ่ม deep discount
แม้ทุกคนพูดถึงทางเลือกใหม่ แต่ “รายได้หลัก” ของอุตสาหกรรมนี้ในวันนี้ยังคงมาจากสินค้าดั้งเดิม ข่าวระบุว่า ตลาดจะโฟกัสเป็นพิเศษที่เซกเมนต์ Combustible และการแข่งขันในสหรัฐฯ โดยเฉพาะกลุ่ม deep discount (แบรนด์ราคาประหยัดมาก ๆ) ซึ่งการแข่งขันด้านราคามักทำให้มาร์จิ้นถูกบีบ
รายงานบอกว่า นักลงทุนอยากได้รายละเอียดเกี่ยวกับ Doral (แบรนด์ในกลุ่มราคาประหยัด) รวมถึงผลกระทบจากสิ่งที่รายงานเรียกว่า double duty drawdown และไดนามิกการตั้งราคาทั่วตลาด
ในเชิงอ่านเกมง่าย ๆ: ถ้าตลาดบุหรี่ดั้งเดิมยัง “หดตัว” แต่การแข่งขันรุนแรงขึ้น บริษัทอาจต้องเลือกว่าจะรักษาส่วนแบ่งตลาดด้วยการกดราคา (ซึ่งกระทบมาร์จิ้น) หรือจะรักษามาร์จิ้นด้วยการยอมเสียส่วนแบ่งบางส่วน ซึ่งทั้งสองทางล้วนมีผลต่อกำไรในระยะสั้น
3) Glo Hilo: สัญญาณแรกของ heated tobacco รุ่นใหม่
อีกจุดที่ถูกพูดถึงคือ Glo Hilo ซึ่งเป็นการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ heated tobacco ล่าสุดในบางประเทศ โดยข่าวระบุว่าตลาดจะจับตา “สัญญาณแรก” ของแรงตอบรับใน ญี่ปุ่น อิตาลี และโปแลนด์ ว่าจะเริ่มเห็น traction หรือการยอมรับจากผู้บริโภคมากน้อยแค่ไหน
สิ่งที่นักลงทุนอยากได้ยินคือการอัปเดตเรื่อง market share (ส่วนแบ่งตลาด) และแผน rollout เพิ่มเติมไปยังประเทศอื่น ๆ เพราะ heated tobacco เป็นสนามที่การแข่งขันสูง และการชนะในช่วง “early adoption” อาจกำหนดทิศทางของแบรนด์ในระยะยาว
4) VELO: โตของผู้ใช้ การรักษาฐานลูกค้า และการขยายประเทศ
ข่าวระบุด้วยว่าโบรกเกอร์คาดหวังการอัปเดตเชิงลึกเกี่ยวกับ VELO โดยเฉพาะเรื่อง user growth (การเพิ่มผู้ใช้), retention (การรักษาผู้ใช้ให้อยู่ต่อ) และการขยายไปยังพื้นที่ใหม่ ๆ เช่น สหราชอาณาจักร
เหตุผลที่ VELO ถูกยกเป็น “ประเด็น” เพราะสำหรับผลิตภัณฑ์ทางเลือกใหม่ การโตแบบสุขภาพดีไม่ได้ดูแค่ยอดขายครั้งเดียว แต่ดูว่าผู้ใช้ “กลับมาซื้อซ้ำ” ไหม และแบรนด์สร้างความภักดีได้แค่ไหน หาก retention ดี จะสะท้อนว่าแบรนด์มีความสามารถในการทำกำไรระยะยาวมากขึ้น
5) กฎระเบียบสหรัฐฯ และปัญหา illicit vapes
ประเด็นสุดท้ายที่ข่าวบอกว่าต้องจับตาคือ สภาพแวดล้อมด้านกฎระเบียบในสหรัฐฯ โดยเฉพาะเรื่อง illicit vapes (บุหรี่ไฟฟ้าผิดกฎหมาย/นอกระบบ) ซึ่งเป็นหัวข้อที่ส่งผลทั้งต่อการแข่งขัน ความเสี่ยงด้านกฎหมาย และโอกาสของผู้เล่นที่อยู่ในระบบ
ถ้ารัฐเข้มงวดกับสินค้านอกระบบมากขึ้น ผู้เล่นที่ทำตามกฎอาจได้ประโยชน์เชิงการแข่งขัน แต่ในอีกด้าน บริษัทอาจต้องลงทุนเพิ่มด้าน compliance การติดตามซัพพลายเชน และการปรับพอร์ตให้เข้ากับกติกาที่เปลี่ยนไป ซึ่งทั้งหมดมีต้นทุน และสะท้อนกลับมาที่มาร์จิ้นได้เช่นกัน
ทำไม “มาร์จิ้น” ถึงถูกพูดถึงหนัก: เพราะมันคือหัวใจของกำไร
ข่าวคาดการณ์ว่ามาร์จิ้นของ BAT อาจลดลงราว 190 bps เหลือประมาณ 44.1%
สำหรับคนที่ไม่ได้อยู่สายการเงิน “bps” หรือ basis points ให้คิดง่าย ๆ ว่า 100 bps = 1% ดังนั้น 190 bps = 1.90% การลดลงเกือบ 2% ในมาร์จิ้นของบริษัทขนาดใหญ่ระดับนี้ “มีนัยสำคัญ” เพราะกำไรจำนวนมากมาจากส่วนต่างกำไร (margin) หาก margin หด แม้รายได้จะทรง ๆ แต่กำไรก็มีโอกาสลดลงได้ทันที
สาเหตุที่มาร์จิ้นถูกบีบในอุตสาหกรรมนี้มักมาจากหลายทางพร้อมกัน เช่น ต้นทุนวัตถุดิบ/การผลิต การลงทุนเพื่อผลักดันสินค้าทางเลือกใหม่ ค่าใช้จ่ายด้านการตลาดในตลาดแข่งขันสูง และต้นทุนด้านกฎระเบียบ (regulatory compliance) ที่เพิ่มขึ้นตามประเทศต่าง ๆ
แล้วคำแนะนำ “ซื้อ” ยังมีเหตุผลอะไร ถ้าตัวเลขดูอ่อน?
จุดที่น่าสนใจคือ แม้รายงานคาดรายได้แบบ reported ลดลง กำไรต่อหุ้นลดลง และหนี้สุทธิเพิ่มขึ้นเล็กน้อย แต่โบรกเกอร์ยังคงมุมมอง เชิงบวก โดยยืนยันราคาเป้าหมาย 4,900p และมองว่า valuation “ยังน่าสนใจ” ณ ระดับราคาปัจจุบัน
การตีความแบบนักลงทุนคือ โบรกเกอร์อาจกำลังมองว่า “ตลาดรับรู้ข่าวร้ายไปพอสมควรแล้ว” และราคาหุ้นสะท้อนความกังวลส่วนหนึ่งไปก่อนหน้า ทำให้เมื่อเทียบกับศักยภาพการสร้างกระแสเงินสดและการปรับพอร์ตสู่ New Categories ระดับราคาปัจจุบันอาจยังคุ้มค่า (แต่ทั้งนี้ขึ้นกับสมมติฐานของแต่ละคน)
มุมมองเชิงกลยุทธ์: BAT อยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านที่ต้อง “ชนะสองสนาม”
เมื่อมองภาพใหญ่ BAT และบริษัทในอุตสาหกรรมเดียวกันอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านที่ต้อง “ชนะ” สองสนามพร้อมกัน:
- สนามเดิม: บุหรี่ดั้งเดิมยังเป็นแหล่งรายได้หลัก ต้องรักษามาร์จิ้นและส่วนแบ่งตลาดท่ามกลางการแข่งขันและกฎระเบียบ
- สนามใหม่: New Categories ต้องโตให้เร็วพอ สร้างฐานผู้ใช้จริง และพิสูจน์เส้นทางทำกำไรในระยะกลาง
ข่าวนี้จึงไม่ใช่แค่เรื่อง “งบจะออกมายังไง” แต่เป็นเรื่องว่า “ผู้บริหารจะสื่อสารแผน” อย่างไรเกี่ยวกับการรักษาโมเมนตัมของ New Categories (เช่น VELO, Glo Hilo) และการรับมือแรงกดดันของตลาดสหรัฐฯ ในกลุ่ม deep discount ซึ่งเป็นจุดที่นักลงทุนกังวลว่าจะกดมาร์จิ้นและ EPS ต่อไป
ตัวเลขที่ถูกจับตาในวันประกาศงบ (เช็กลิสต์แบบอ่านง่าย)
หากคุณติดตามหุ้น BAT หรือหุ้นกลุ่ม consumer/defensive ในตลาดยุโรป นี่คือ “เช็กลิสต์” ที่สอดคล้องกับประเด็นในข่าว และมักเป็นคำถามในสาย analyst call:
- รายได้รวม: reported vs organic โต/หดต่างกันแค่ไหน
- มาร์จิ้น: หดตัวตามคาดหรือแย่กว่าคาด (44.1% ตามรายงาน)
- EPS: ใกล้ 330.7p หรือเบี่ยงจาก consensus 338.5p มากน้อยแค่ไหน
- หนี้สุทธิ: 2.6x EBITDA ยังอยู่ในกรอบที่ตลาดสบายใจหรือไม่
- New Categories: โต 6.6% (constant currency) ได้จริงไหม และคำใบ้เรื่อง mid-single digit growth ระยะกลาง
- สหรัฐฯ: สัญญาณการแข่งขัน deep discount, Doral, pricing dynamics
- Glo Hilo: traction ระยะแรก + แผน rollout
- VELO: user growth, retention, expansion (เช่น UK)
- Regulation: ทิศทางกฎในสหรัฐฯ โดยเฉพาะ illicit vapes
ทั้งหมดนี้ถูกสรุปไว้ในข่าวต้นทางของ Proactive Investors ซึ่งคุณสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้จากหน้าแหล่งข่าว (ลิงก์อ้างอิง): Proactive Investors – ข่าวเกี่ยวกับ BAT
บทสรุป: ข่าวนี้บอกอะไรกับนักลงทุนไทย
สำหรับนักลงทุนไทยที่อ่านข่าวหุ้นต่างประเทศ บทเรียนจากข่าวนี้คือ อย่าดูแค่ “รายได้โต/หด” แบบตัวเลขเดียว แต่ให้ดู “คุณภาพของการเติบโต” ผ่าน organic growth และดูว่าแรงกดดันมาร์จิ้นเกิดจากอะไร (ชั่วคราวหรือโครงสร้าง) อีกทั้งควรฟังสัญญาณจากผู้บริหารเรื่อง New Categories เพราะนี่คือหัวใจของการ re-rating มูลค่าหุ้นในระยะกลาง
ในระยะสั้น ตลาดอาจผันผวนตาม EPS และมาร์จิ้นที่ประกาศจริง แต่ในระยะกลาง-ยาว นักลงทุนจำนวนมากจะตัดสินจาก 2 เรื่องใหญ่: (1) New Categories โตและเริ่มทำกำไรได้ชัดแค่ไหน และ (2) ธุรกิจดั้งเดิมยังบริหารราคา/ส่วนแบ่งได้ดีเพียงใดในตลาดที่แข่งหนักอย่างสหรัฐฯ โดยเฉพาะกลุ่ม deep discount พร้อมกับความคืบหน้าด้านกฎระเบียบและการปราบ illicit vapes
#BritishAmericanTobacco #BATS #NewCategories #ตลาดหุ้นยุโรป #SlimScan #GrowthStocks #CANSLIM #ข่าวหุ้น