Pfizer ตั้งเป้ารายได้โตระดับ High Single-Digit CAGR หลังปี 2029 ท่ามกลางแรงกดดันจากสิทธิบัตรยาและการแข่งขันในตลาดโลก

Pfizer ตั้งเป้ารายได้โตระดับ High Single-Digit CAGR หลังปี 2029 ท่ามกลางแรงกดดันจากสิทธิบัตรยาและการแข่งขันในตลาดโลก

โดย ADMIN
หุ้นที่เกี่ยวข้อง:PFE

Pfizer เดินหน้าสู่ยุคใหม่ หวังดันรายได้เติบโตต่อเนื่องหลังปี 2029

บริษัทเวชภัณฑ์ยักษ์ใหญ่ของโลกอย่าง Pfizer (PFE) กำลังกลับมาอยู่ในความสนใจของนักลงทุนอีกครั้ง หลังผู้บริหารระดับสูงออกมาเปิดเผยวิสัยทัศน์ระยะยาวว่า บริษัทมีเป้าหมายผลักดันรายได้ให้เติบโตในระดับ High Single-Digit CAGR หรือการเติบโตเฉลี่ยต่อปีในระดับสูงของเลขหลักเดียว ตั้งแต่ปี 2029 เป็นต้นไป

แม้ช่วงที่ผ่านมา Pfizer จะเผชิญแรงกดดันอย่างหนักจากยอดขายวัคซีน COVID-19 และยารักษาโรคที่ชะลอตัวลง แต่บริษัทเชื่อว่า การเปิดตัวยาใหม่ การลงทุนด้าน Oncology และการเข้าซื้อกิจการเชิงกลยุทธ์ จะช่วยสร้างการเติบโตระยะยาวได้อย่างแข็งแกร่ง

Pfizer มองปี 2029 เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของบริษัท

Albert Bourla ซีอีโอของ Pfizer ระบุว่า บริษัทกำลังอยู่ในช่วง “Transition Phase” หรือช่วงเปลี่ยนผ่านสำคัญ หลังรายได้จากผลิตภัณฑ์ COVID ลดลงจากช่วงพีคในอดีต

อย่างไรก็ตาม Pfizer เชื่อว่า หลังผ่านช่วงแรงกดดันจากการหมดอายุสิทธิบัตรยา (Loss of Exclusivity หรือ LOE) บริษัทจะกลับเข้าสู่โหมดการเติบโตได้อีกครั้ง โดยตั้งเป้าให้รายได้เติบโตอย่างต่อเนื่องระหว่างปี 2029-2033

หนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ช่วยเพิ่มความมั่นใจให้กับบริษัท คือการที่ Pfizer สามารถบรรลุข้อตกลงด้านสิทธิบัตรของยา Vyndamax ซึ่งเป็นยารักษาโรคหัวใจ ATTR-CM ที่สร้างรายได้มหาศาลให้บริษัท

ก่อนหน้านี้ Pfizer เคยกังวลว่าการหมดอายุสิทธิบัตรของยาในหลายกลุ่ม อาจกระทบรายได้มากกว่า 17,000 ล้านดอลลาร์ต่อปี แต่การขยายระยะเวลาคุ้มครองของ Vyndamax ออกไปจนถึงปี 2031 ช่วยลดแรงกดดันได้อย่างมีนัยสำคัญ

ธุรกิจ Oncology และยารุ่นใหม่ คือความหวังสำคัญ

Pfizer กำลังเร่งขยายธุรกิจด้านมะเร็ง (Oncology) อย่างจริงจัง โดยเฉพาะหลังการเข้าซื้อกิจการของ Seagen ซึ่งถือเป็นหนึ่งในดีลใหญ่ที่สุดของอุตสาหกรรมยาในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา

การเข้าซื้อ Seagen ทำให้ Pfizer มีเทคโนโลยี Antibody-Drug Conjugates หรือ ADCs ซึ่งเป็นเทคโนโลยีรักษามะเร็งยุคใหม่ที่กำลังได้รับความนิยมอย่างรวดเร็ว

นอกจากนี้ Pfizer ยังมีผลิตภัณฑ์ที่เติบโตดีหลายรายการ เช่น

  • Padcev
  • Xtandi
  • Lorbrena
  • Braftovi + Mektovi
  • Nurtec

รายได้จากกลุ่มผลิตภัณฑ์ใหม่และสินทรัพย์ที่เข้าซื้อกิจการ เพิ่มขึ้นกว่า 22% ซึ่งช่วยชดเชยรายได้จากธุรกิจ COVID ที่ลดลง

ตลาดยาลดน้ำหนัก อาจกลายเป็นโอกาสใหม่ของ Pfizer

อีกหนึ่งตลาดที่ Pfizer ให้ความสำคัญอย่างมาก คือกลุ่มยา Obesity หรือยาลดน้ำหนัก ซึ่งกำลังเป็น Mega Trend ของอุตสาหกรรมยาโลก

ก่อนหน้านี้ Pfizer เคยยุติการพัฒนายาลดน้ำหนักแบบรับประทานบางโครงการ แต่ล่าสุดบริษัทกลับเข้าสู่สนามแข่งขันอีกครั้งผ่านการลงทุนและเข้าซื้อบริษัท Biotech หลายแห่ง

นักวิเคราะห์มองว่า หาก Pfizer สามารถพัฒนายาลดน้ำหนักที่แข่งขันกับ Eli Lilly หรือ Novo Nordisk ได้สำเร็จ อาจกลายเป็น Revenue Driver สำคัญในอนาคต

Pfizer ยังต้องเผชิญความเสี่ยงจาก Patent Cliff

แม้ภาพระยะยาวจะดูสดใสขึ้น แต่ Pfizer ยังมีความท้าทายสำคัญที่นักลงทุนจับตา นั่นคือการหมดอายุสิทธิบัตรของยาหลายตัวในช่วงปี 2026-2030

ยาสำคัญที่กำลังเข้าสู่ช่วง Patent Expiration ได้แก่

  • Eliquis
  • Ibrance
  • Xeljanz
  • Xtandi
  • Vyndaqel

เมื่อสิทธิบัตรหมดลง บริษัทผู้ผลิตยาสามัญ (Generic Drug) จะสามารถผลิตยาแข่งขันได้ ส่งผลให้ยอดขายของ Pfizer อาจลดลงอย่างมีนัยสำคัญ

นักวิเคราะห์จำนวนมากจึงยังคงกังวลว่า Pfizer จะสามารถรักษาอัตราการเติบโตในระยะยาวได้จริงหรือไม่

ต้นทุน การปรับองค์กร และ AI คือหัวใจสำคัญ

Pfizer ยังเดินหน้าปรับโครงสร้างองค์กรครั้งใหญ่ โดยเน้นการลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานผ่านเทคโนโลยี AI

บริษัทคาดว่า มาตรการลดต้นทุนจะช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายได้มากกว่า 7.7 พันล้านดอลลาร์ภายในปี 2027

Albert Bourla ระบุว่า Pfizer ไม่ได้ให้ความสำคัญกับการควบรวมกิจการขนาดใหญ่มากนักในตอนนี้ แต่จะเน้นการพัฒนาองค์กรให้ Lean และ Agile มากขึ้น

AI ถูกนำมาใช้ทั้งในด้านการวิจัยยา การวิเคราะห์ข้อมูลผู้ป่วย และการบริหารต้นทุน ซึ่งบริษัทเชื่อว่าจะช่วยเพิ่ม Productivity ได้มหาศาลในอนาคต

Pfizer เทียบกับ AbbVie ใครน่าสนใจกว่ากัน?

รายงานจากนักวิเคราะห์ของ Zacks ยังนำ Pfizer ไปเปรียบเทียบกับคู่แข่งสำคัญอย่าง AbbVie (ABBV)

แม้ Pfizer จะมี Dividend Yield สูงกว่า และมี Valuation ที่ถูกกว่า แต่ AbbVie ถูกมองว่ามีเสถียรภาพมากกว่าในระยะยาว

AbbVie สามารถรับมือกับการหมดสิทธิบัตรของ Humira ได้ดี และยังมีผลิตภัณฑ์ดาวรุ่งอย่าง Skyrizi และ Rinvoq ที่เติบโตอย่างแข็งแกร่ง

ในขณะที่ Pfizer ยังอยู่ในช่วงพิสูจน์ว่า บริษัทจะสามารถเปลี่ยนผ่านจากยุค COVID ไปสู่ยุคใหม่ได้สำเร็จหรือไม่

นักลงทุนยังจับตาหุ้น PFE อย่างใกล้ชิด

แม้ราคาหุ้น Pfizer จะยังไม่กลับไปสู่ระดับก่อน COVID แต่หลายฝ่ายเริ่มมองว่า หุ้น PFE อาจกลายเป็นหุ้น Value Stock ที่น่าสนใจอีกครั้ง

จุดเด่นสำคัญของ Pfizer ได้แก่

  • Dividend Yield สูง
  • ฐานธุรกิจแข็งแกร่งระดับโลก
  • Pipeline ยาใหม่จำนวนมาก
  • ธุรกิจ Oncology ที่กำลังเติบโต
  • โอกาสในตลาด Obesity Drug

อย่างไรก็ตาม นักลงทุนยังต้องติดตามผลประกอบการในช่วง 2-3 ปีข้างหน้าอย่างใกล้ชิด เพราะจะเป็นช่วงพิสูจน์ว่า Pfizer สามารถกลับเข้าสู่เส้นทางการเติบโตได้จริงหรือไม่

บทสรุป

Pfizer กำลังพยายามเปลี่ยนผ่านจากบริษัทที่เคยพึ่งพารายได้มหาศาลจาก COVID-19 ไปสู่โมเดลธุรกิจใหม่ที่เน้นนวัตกรรมยา Oncology ยารักษาโรคเรื้อรัง และเทคโนโลยีการแพทย์ยุคใหม่

แม้จะมีความเสี่ยงจาก Patent Cliff และการแข่งขันในอุตสาหกรรมยาโลก แต่บริษัทเชื่อว่า การลงทุนใน Pipeline ใหม่ การเข้าซื้อกิจการ และการใช้ AI จะช่วยผลักดันการเติบโตระยะยาวได้

เป้าหมายการเติบโตระดับ High Single-Digit CAGR หลังปี 2029 จึงถือเป็นบทพิสูจน์สำคัญว่า Pfizer จะสามารถกลับมาเป็นหุ้น Growth Stock ได้อีกครั้งหรือไม่

สำหรับนักลงทุนทั่วโลก รวมถึงนักลงทุนไทย หุ้น PFE ยังคงเป็นหนึ่งในหุ้น Healthcare ที่ต้องจับตามองอย่างใกล้ชิดในช่วงหลายปีต่อจากนี้

ที่มา:[Zacks Investment Research](https://www.zacks.com/stock/news/2920650/can-pfizer-achieve-high-single-digit-revenue-cagr-from-2029?utm_source=chatgpt.com)

#Pfizer #หุ้นต่างประเทศ #หุ้นยา #HealthcareStocks #SlimScan #GrowthStocks #CANSLIM #ข่าวหุ้น

แชร์เรื่อง