BlackRock เร่งเทขาย Bitcoin ท่ามกลางแรงกดดันตลาดคริปโตและสัญญาณ Bearish Sentiment ที่เพิ่มขึ้น

BlackRock เร่งเทขาย Bitcoin ท่ามกลางแรงกดดันตลาดคริปโตและสัญญาณ Bearish Sentiment ที่เพิ่มขึ้น

โดย ADMIN
หุ้นที่เกี่ยวข้อง:BLK

BlackRock เดินหน้าลดการถือครอง Bitcoin สะท้อนแรงกดดันครั้งใหม่ของตลาดคริปโต

ตลาดคริปโตเคอร์เรนซีทั่วโลกกำลังเผชิญกับแรงกดดันครั้งใหญ่ หลังมีรายงานว่า BlackRock บริษัทจัดการสินทรัพย์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก ได้เร่งการขายสินทรัพย์ที่เกี่ยวข้องกับ Bitcoin ท่ามกลางบรรยากาศการลงทุนที่เต็มไปด้วยความกังวลและ Bearish Sentiment หรือมุมมองเชิงลบต่อทิศทางตลาด

ความเคลื่อนไหวดังกล่าวสร้างแรงสั่นสะเทือนให้กับนักลงทุนจำนวนมาก เนื่องจาก BlackRock ถือเป็นหนึ่งในสถาบันการเงินที่มีอิทธิพลต่อภาพรวมของตลาดคริปโตอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะหลังจากที่บริษัทได้เปิดตัว Spot Bitcoin ETF และได้รับกระแสตอบรับอย่างมหาศาลในช่วงที่ผ่านมา

แรงขาย Bitcoin จากสถาบันใหญ่เพิ่มความกังวลให้ตลาด

ข้อมูลล่าสุดชี้ให้เห็นว่า BlackRock ได้มีการลดปริมาณการถือครอง Bitcoin ลงอย่างต่อเนื่องในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา ซึ่งนักวิเคราะห์มองว่าอาจเป็นสัญญาณสะท้อนถึงการปรับพอร์ตเพื่อหลีกเลี่ยงความเสี่ยงจากภาวะตลาดที่ผันผวน

ในช่วงหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา ราคา Bitcoin เคลื่อนไหวในลักษณะอ่อนตัว หลังนักลงทุนเริ่มกังวลเกี่ยวกับปัจจัยมหภาค ไม่ว่าจะเป็น:

  • อัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (Fed)
  • แรงกดดันด้านเงินเฟ้อ
  • ความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก
  • แรงขายจากนักลงทุนสถาบัน
  • การชะลอตัวของเม็ดเงินลงทุนใน Spot Bitcoin ETF

เมื่อสถาบันขนาดใหญ่อย่าง BlackRock เริ่มลดการถือครอง Bitcoin นักลงทุนรายย่อยจำนวนมากจึงมองว่านี่อาจเป็นสัญญาณว่า “Smart Money” กำลังเริ่มระมัดระวังมากขึ้น

Bearish Sentiment กำลังครอบงำตลาดคริปโต

หนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อแรงขายรอบนี้คือภาวะ Bearish Sentiment ที่กำลังขยายตัวอย่างรวดเร็วในตลาดคริปโต นักลงทุนจำนวนมากเริ่มสูญเสียความมั่นใจต่อการฟื้นตัวระยะสั้นของ Bitcoin หลังราคาปรับฐานต่อเนื่องจากจุดสูงสุดก่อนหน้า

นักวิเคราะห์จากหลายสำนักระบุว่า ตลาดกำลังเข้าสู่ช่วง “Risk-Off Mode” หรือภาวะที่นักลงทุนเริ่มหลีกเลี่ยงสินทรัพย์เสี่ยง และโยกเงินกลับไปยังสินทรัพย์ปลอดภัยมากขึ้น เช่น:

  1. พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ
  2. ทองคำ
  3. เงินสดดอลลาร์สหรัฐ
  4. หุ้น Defensive

แรงกดดันดังกล่าวทำให้เม็ดเงินไหลออกจากตลาดคริปโตอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ Bitcoin และ Altcoins หลายตัวเผชิญแรงขายหนัก

นักลงทุนเริ่มตั้งคำถามต่อแนวโน้มระยะสั้นของ Bitcoin

แม้ Bitcoin จะยังถูกมองว่าเป็นสินทรัพย์แห่งอนาคตในระยะยาว แต่ในระยะสั้นนักลงทุนจำนวนมากเริ่มกังวลว่า:

  • ราคาอาจเข้าสู่ช่วงปรับฐานลึก
  • แรงซื้อจาก ETF เริ่มชะลอตัว
  • สภาพคล่องในตลาดลดลง
  • แรงเก็งกำไรเริ่มหายไป

ปัจจัยเหล่านี้ส่งผลให้ความเชื่อมั่นของตลาดลดลงอย่างชัดเจน และกลายเป็นแรงผลักดันให้เกิดแรงขายเพิ่มเติม

Spot Bitcoin ETF ของ BlackRock ยังมีบทบาทสำคัญ

แม้จะมีข่าวเกี่ยวกับแรงขาย Bitcoin แต่ Spot Bitcoin ETF ของ BlackRock หรือที่รู้จักในชื่อ iShares Bitcoin Trust (IBIT) ยังคงถือเป็นหนึ่งในกองทุนที่ได้รับความสนใจมากที่สุดในตลาดคริปโต

ตั้งแต่เปิดตัว กองทุนดังกล่าวสามารถดึงดูดเม็ดเงินลงทุนมหาศาลจากนักลงทุนสถาบันทั่วโลก และช่วยผลักดันให้ Bitcoin เคยสร้างจุดสูงสุดใหม่ได้ในช่วงก่อนหน้า

อย่างไรก็ตาม ในช่วงหลังเริ่มมีสัญญาณว่า:

  • กระแสเงินไหลเข้า ETF เริ่มชะลอตัว
  • นักลงทุนเริ่มทำกำไร
  • ความผันผวนของตลาดเพิ่มขึ้น
  • แรงซื้อใหม่ไม่แข็งแกร่งเท่าเดิม

สถานการณ์นี้ทำให้ตลาดเริ่มจับตาว่า ETF จะยังสามารถเป็นแรงหนุนสำคัญให้ Bitcoin ได้ต่อไปหรือไม่

นักวิเคราะห์มองอย่างไรต่อสถานการณ์นี้?

ผู้เชี่ยวชาญด้านคริปโตจำนวนมากมองว่า การลดการถือครอง Bitcoin ของ BlackRock อาจไม่ได้หมายความว่าบริษัทสูญเสียความเชื่อมั่นต่อ Bitcoin ในระยะยาว แต่อาจเป็นเพียงการบริหารความเสี่ยงตามภาวะตลาด

บางฝ่ายเชื่อว่า:

“การปรับพอร์ตของสถาบันขนาดใหญ่ถือเป็นเรื่องปกติ โดยเฉพาะในช่วงที่ตลาดมีความไม่แน่นอนสูง”

ขณะที่นักวิเคราะห์อีกส่วนมองว่า หากแรงขายจากสถาบันยังดำเนินต่อไป อาจส่งผลให้ Bitcoin เผชิญแรงกดดันเพิ่มเติมในระยะสั้น

แนวรับสำคัญของ Bitcoin ที่นักลงทุนต้องจับตา

นักเทรดและนักวิเคราะห์ทางเทคนิคกำลังจับตาระดับแนวรับสำคัญของ Bitcoin อย่างใกล้ชิด เพราะหากราคาหลุดแนวรับหลัก อาจเกิดแรง Panic Sell เพิ่มขึ้นได้

แนวรับสำคัญที่ถูกพูดถึง ได้แก่:

ระดับราคาความสำคัญ
60,000 ดอลลาร์แนวจิตวิทยาสำคัญ
58,000 ดอลลาร์แนวรับระยะกลาง
55,000 ดอลลาร์แนวรับใหญ่ของรอบก่อนหน้า

หาก Bitcoin ไม่สามารถรักษาระดับดังกล่าวไว้ได้ ตลาดอาจเข้าสู่ช่วงปรับฐานที่รุนแรงขึ้น

ปัจจัยมหภาคยังเป็นตัวแปรสำคัญ

นอกจากแรงขายจาก BlackRock แล้ว ตลาดคริปโตยังได้รับผลกระทบจากปัจจัยเศรษฐกิจโลกหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็น:

  • นโยบายการเงินของ Fed
  • ตัวเลขเงินเฟ้อสหรัฐ
  • ความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์
  • ภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว
  • ความไม่แน่นอนของตลาดหุ้นโลก

เมื่อปัจจัยเหล่านี้รวมกัน จึงทำให้นักลงทุนจำนวนมากเลือกที่จะลดความเสี่ยงและถือเงินสดมากขึ้น

นักลงทุนระยะยาวยังมอง Bitcoin เป็นสินทรัพย์แห่งอนาคต

แม้ระยะสั้นจะมีแรงกดดันสูง แต่ผู้สนับสนุน Bitcoin หลายรายยังเชื่อมั่นในศักยภาพระยะยาวของสินทรัพย์ดิจิทัลนี้

เหตุผลสำคัญที่ยังทำให้นักลงทุนระยะยาวสนใจ Bitcoin ได้แก่:

  • จำนวน Bitcoin มีจำกัด
  • ถูกมองว่าเป็น Digital Gold
  • มีโอกาสเติบโตในอนาคต
  • การยอมรับจากสถาบันการเงินเพิ่มขึ้น
  • การใช้งาน Blockchain ขยายตัวต่อเนื่อง

หลายฝ่ายจึงมองว่าการปรับฐานครั้งนี้อาจเป็นเพียงช่วงพักตัวของตลาด มากกว่าจะเป็นจุดสิ้นสุดของแนวโน้มขาขึ้นในระยะยาว

ตลาดคริปโตยังต้องจับตาความเคลื่อนไหวของสถาบัน

สิ่งที่เกิดขึ้นกับ BlackRock สะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนว่า ตลาดคริปโตในปัจจุบันได้รับอิทธิพลจากนักลงทุนสถาบันมากขึ้นกว่าเดิมอย่างมาก

ในอดีต ตลาดคริปโตถูกขับเคลื่อนโดยนักลงทุนรายย่อยเป็นหลัก แต่ปัจจุบันเม็ดเงินจากกองทุนและบริษัทการเงินขนาดใหญ่มีบทบาทสำคัญต่อทิศทางราคา

ดังนั้น ทุกการเคลื่อนไหวของบริษัทระดับโลกอย่าง BlackRock จึงกลายเป็นสิ่งที่นักลงทุนทั่วโลกจับตามองอย่างใกล้ชิด

สรุปภาพรวมสถานการณ์ล่าสุด

การที่ BlackRock เร่งลดการถือครอง Bitcoin ในช่วงที่ตลาดกำลังเผชิญภาวะ Bearish Sentiment ได้สร้างแรงกดดันเพิ่มเติมต่อราคาคริปโตอย่างมีนัยสำคัญ

แม้หลายฝ่ายจะมองว่านี่เป็นเพียงการปรับพอร์ตตามสภาวะตลาด แต่แรงขายจากสถาบันขนาดใหญ่ก็ส่งผลต่อจิตวิทยาการลงทุนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ในระยะสั้น ตลาดอาจยังคงเผชิญความผันผวนต่อเนื่อง ขณะที่นักลงทุนกำลังรอติดตามปัจจัยสำคัญต่าง ๆ ทั้งจาก Fed, ETF และทิศทางเศรษฐกิจโลก

อย่างไรก็ตาม Bitcoin ยังคงเป็นสินทรัพย์ที่ได้รับความสนใจจากนักลงทุนทั่วโลก และหลายฝ่ายยังเชื่อว่าตลาดคริปโตมีโอกาสกลับมาเติบโตได้อีกครั้งในอนาคต

อ่านข่าวต้นฉบับเพิ่มเติมได้ที่

#Bitcoin #BlackRock #CryptoNews #ตลาดคริปโต #SlimScan #GrowthStocks #CANSLIM #ข่าวหุ้น

แชร์เรื่อง