ผลสำรวจชี้ชาวอเมริกันรู้สึกแย่เรื่องการเงินมากที่สุดในประวัติศาสตร์ ขณะที่ทำเนียบขาวโต้ข้อมูลไม่สะท้อนความจริง

ผลสำรวจชี้ชาวอเมริกันรู้สึกแย่เรื่องการเงินมากที่สุดในประวัติศาสตร์ ขณะที่ทำเนียบขาวโต้ข้อมูลไม่สะท้อนความจริง

โดย ADMIN

ผลสำรวจผู้บริโภคสหรัฐฯ สะท้อนความกังวลเศรษฐกิจพุ่งสูง ทำเนียบขาวโต้เป็นข้อมูลที่มีอคติทางการเมือง

ผลสำรวจความเชื่อมั่นผู้บริโภคของ University of Michigan กำลังกลายเป็นประเด็นร้อนในสหรัฐอเมริกา หลังตัวเลขล่าสุดแสดงให้เห็นว่าชาวอเมริกันมีมุมมองต่อสถานะการเงินและเศรษฐกิจในระดับที่ย่ำแย่ที่สุดนับตั้งแต่เริ่มมีการเก็บข้อมูลในปี 1978 อย่างไรก็ตาม ฝ่ายบริหารของประธานาธิบดี Donald Trump กลับออกมาปฏิเสธผลสำรวจดังกล่าว โดยระบุว่าข้อมูลถูกบิดเบือนจากปัจจัยทางการเมืองมากกว่าความเป็นจริงทางเศรษฐกิจ

ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคร่วงแตะระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์

ผลสำรวจล่าสุดพบว่า ดัชนี Consumer Sentiment ของ University of Michigan ลดลงมาอยู่ที่ระดับ 44.8 จุด ในเดือนพฤษภาคม 2026 ซึ่งถือเป็นระดับต่ำที่สุดนับตั้งแต่เริ่มจัดทำดัชนีดังกล่าวเมื่อเกือบ 50 ปีก่อน

ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่าประชาชนจำนวนมากกำลังรู้สึกไม่มั่นคงต่อสถานะการเงินของตนเอง แม้ว่าสหรัฐฯ จะยังคงมีอัตราการว่างงานในระดับต่ำ และเศรษฐกิจโดยรวมยังไม่เข้าสู่ภาวะถดถอยก็ตาม

ที่น่าสนใจคือ ระดับความกังวลดังกล่าวยังต่ำกว่าช่วงวิกฤตการเงินโลกปี 2008-2009 ช่วงการแพร่ระบาดของ COVID-19 ในปี 2020-2021 และช่วงต้นทศวรรษ 1980 ซึ่งสหรัฐฯ เคยเผชิญทั้งภาวะเงินเฟ้อรุนแรงและดอกเบี้ยสินเชื่อบ้านสูงถึง 18%

ทำเนียบขาวโจมตีผลสำรวจว่า “ไร้ค่า”

Kevin Hassett ผู้อำนวยการสภาเศรษฐกิจแห่งชาติ (National Economic Council) ของทำเนียบขาว ออกมาแสดงความไม่เห็นด้วยกับผลสำรวจดังกล่าวอย่างรุนแรง

เขาระบุว่าดัชนีความเชื่อมั่นของ University of Michigan เป็นข้อมูลที่ได้รับอิทธิพลจากความเห็นทางการเมือง โดยเฉพาะกลุ่มผู้สนับสนุนพรรคเดโมแครตที่มีทัศนคติเชิงลบต่อประธานาธิบดี Trump

Hassett กล่าวว่าผลสำรวจดังกล่าวไม่สามารถสะท้อนภาพเศรษฐกิจที่แท้จริงได้ และเรียกข้อมูลดังกล่าวว่าเป็น “ตัวเลขที่ไร้คุณค่า” ในการวิเคราะห์เศรษฐกิจปัจจุบัน

อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์หลายคนตั้งข้อสังเกตว่า ก่อนหน้านี้ในปี 2025 Hassett เคยใช้ผลสำรวจเดียวกันนี้ในการสนับสนุนนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาล เมื่อดัชนีปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

ดัชนี Consumer Confidence ให้ภาพที่แตกต่าง

ฝ่ายบริหารของ Trump ให้ความสำคัญกับอีกหนึ่งตัวชี้วัด คือ Consumer Confidence Index ขององค์กร Conference Board

ดัชนีดังกล่าวอยู่ที่ระดับ 93.1 จุด ในเดือนพฤษภาคม แม้จะลดลงเล็กน้อยจากเดือนก่อนหน้า แต่ยังถือว่าอยู่ในระดับที่สูงกว่าดัชนีของ University of Michigan อย่างมาก

Hassett มองว่าดัชนีนี้สะท้อนสภาพเศรษฐกิจจริงได้ดีกว่า เพราะให้ความสำคัญกับตลาดแรงงาน การจ้างงาน และโอกาสทางเศรษฐกิจในอนาคต

อย่างไรก็ตาม นักเศรษฐศาสตร์หลายคนชี้ว่าทั้งสองดัชนีวัดคนละเรื่อง จึงไม่สามารถนำมาเปรียบเทียบกันโดยตรงได้

เหตุใดประชาชนจึงรู้สึกแย่ แม้เศรษฐกิจยังไม่ถดถอย?

หนึ่งในคำถามสำคัญที่นักเศรษฐศาสตร์พยายามหาคำตอบ คือ เหตุใดชาวอเมริกันจึงรู้สึกแย่เกี่ยวกับเศรษฐกิจ ทั้งที่ตัวเลขเศรษฐกิจหลักหลายตัวไม่ได้ส่งสัญญาณวิกฤต

ผู้เชี่ยวชาญมองว่าปัจจัยสำคัญคือ ค่าครองชีพที่ยังอยู่ในระดับสูง โดยเฉพาะราคาพลังงาน อาหาร และบริการจำเป็นต่าง ๆ

แม้อัตราเงินเฟ้อจะลดลงจากจุดสูงสุดในช่วงปี 2022 แต่ราคาสินค้าจำนวนมากยังคงสูงกว่าระดับก่อนเกิดวิกฤตเงินเฟ้ออย่างมีนัยสำคัญ

นอกจากนี้ ราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นจากความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์และสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ยังสร้างแรงกดดันต่อค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันของประชาชนอีกด้วย

ความแตกต่างทางการเมืองมีผลต่อมุมมองเศรษฐกิจหรือไม่?

นักวิเคราะห์ยอมรับว่าปัจจัยทางการเมืองมีผลต่อผลสำรวจอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ข้อมูลพบว่าผู้สนับสนุนพรรคเดโมแครตมีมุมมองเชิงลบต่อเศรษฐกิจมากขึ้นภายใต้การบริหารของ Trump ขณะที่ผู้สนับสนุนพรรครีพับลิกันมีมุมมองเชิงบวกมากกว่า

อย่างไรก็ตาม ปรากฏการณ์ดังกล่าวไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในยุค Trump เท่านั้น

ในช่วงที่ Joe Biden ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี ผู้สนับสนุนพรรครีพับลิกันก็เคยแสดงความกังวลต่อเศรษฐกิจในระดับสูงเช่นกัน แม้ว่าหลายตัวชี้วัดทางเศรษฐกิจจะยังแข็งแกร่ง

ด้วยเหตุนี้ นักวิจัยจึงมองว่าความแตกแยกทางการเมืองในสหรัฐฯ กำลังส่งผลต่อการรับรู้ด้านเศรษฐกิจของประชาชนมากขึ้นเรื่อย ๆ

มหาวิทยาลัยมิชิแกนออกมาปกป้องผลสำรวจ

Joanne Hsu ผู้อำนวยการโครงการสำรวจผู้บริโภคของ University of Michigan ออกแถลงการณ์ตอบโต้ข้อกล่าวหาของทำเนียบขาว

เธอระบุว่าการลดลงของดัชนีไม่ได้เกิดจากกลุ่มผู้สนับสนุนเดโมแครตเพียงอย่างเดียว แต่ยังพบว่ากลุ่มรีพับลิกันและกลุ่มผู้มีสิทธิเลือกตั้งอิสระต่างมีความกังวลทางเศรษฐกิจเพิ่มขึ้นเช่นกัน

ข้อมูลยังแสดงให้เห็นว่าความเชื่อมั่นในกลุ่มผู้มีสิทธิเลือกตั้งอิสระ ซึ่งถือเป็นกลุ่มประชากรขนาดใหญ่ในสหรัฐฯ ปรับตัวลดลงสู่ระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์เช่นเดียวกัน

Hsu ย้ำว่าผลสำรวจสะท้อนความรู้สึกที่แท้จริงของประชาชน และไม่ได้ถูกขับเคลื่อนด้วยอคติทางการเมืองเพียงฝ่ายเดียว

ตลาดแรงงานยังคงแข็งแกร่ง

แม้ประชาชนจำนวนมากจะรู้สึกกังวล แต่ข้อมูลเศรษฐกิจหลายด้านยังคงแสดงภาพเชิงบวก

อัตราการว่างงานของสหรัฐฯ ยังคงอยู่ที่ประมาณ 4.3% ซึ่งถือว่าต่ำเมื่อเทียบกับมาตรฐานในอดีต

จำนวนการปลดพนักงานยังอยู่ในระดับต่ำ ขณะที่การจ้างงานใหม่เริ่มฟื้นตัวหลังชะลอตัวในช่วงก่อนหน้า

ค่าจ้างเฉลี่ยยังคงเพิ่มขึ้น และตลาดหุ้นสหรัฐฯ ยังคงอยู่ในแนวโน้มขาขึ้น ส่งผลให้ครัวเรือนที่มีการลงทุนในสินทรัพย์ทางการเงินได้รับประโยชน์จากมูลค่าทรัพย์สินที่เพิ่มขึ้น

นักเศรษฐศาสตร์เตือนอย่าดูแค่ “ความรู้สึก”

ผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจจำนวนมากเห็นตรงกันว่า ดัชนีความเชื่อมั่นและดัชนีความมั่นใจผู้บริโภคมีประโยชน์ในการสะท้อนอารมณ์ของสังคม แต่ไม่ใช่เครื่องมือที่สามารถคาดการณ์พฤติกรรมการใช้จ่ายได้อย่างแม่นยำเสมอไป

ในอดีตหลายครั้ง ประชาชนอาจตอบแบบสอบถามว่ากังวลเกี่ยวกับเศรษฐกิจ แต่ยังคงใช้จ่ายสินค้าและบริการในระดับสูงต่อไป

นักวิเคราะห์ใน Wall Street มักใช้แนวคิดว่า “ดูสิ่งที่ผู้คนทำ มากกว่าสิ่งที่พวกเขาพูด” เพื่อประเมินสภาพเศรษฐกิจที่แท้จริง

ข้อมูลล่าสุดยังพบว่าการใช้จ่ายของผู้บริโภคยังคงมีเสถียรภาพ แม้จะเริ่มมีสัญญาณชะลอตัวในบางภาคส่วนก็ตาม

ความกังวลเรื่องเงินเฟ้อยังไม่จบ

แม้รัฐบาลจะพยายามชี้ให้เห็นถึงความแข็งแกร่งของเศรษฐกิจ แต่สำหรับประชาชนทั่วไป สิ่งที่สัมผัสได้ทุกวันคือราคาสินค้าที่เพิ่มขึ้น

ค่าอาหาร ค่าพลังงาน ค่ารักษาพยาบาล ค่าเช่าบ้าน และค่าใช้จ่ายด้านการศึกษายังคงเป็นภาระสำคัญของครัวเรือนอเมริกัน

หลายครอบครัวเริ่มลดการใช้จ่ายในสินค้าฟุ่มเฟือย และหันมาให้ความสำคัญกับการจัดการงบประมาณมากขึ้น

ผู้เชี่ยวชาญเชื่อว่า หากเงินเฟ้อยังคงอยู่ในระดับสูงต่อเนื่อง ความเชื่อมั่นของผู้บริโภคอาจยังไม่ฟื้นตัวในระยะสั้น แม้เศรษฐกิจโดยรวมจะยังคงขยายตัวก็ตาม

บทสรุป: ใครถูกระหว่างผลสำรวจกับทำเนียบขาว?

คำตอบอาจไม่ได้มีเพียงด้านเดียว

ผลสำรวจของ University of Michigan สะท้อนความรู้สึกและความกังวลของประชาชนที่ต้องเผชิญกับค่าครองชีพสูงและความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ ขณะที่ทำเนียบขาวชี้ให้เห็นว่าตัวเลขเศรษฐกิจพื้นฐาน เช่น การจ้างงานและการเติบโตทางเศรษฐกิจ ยังไม่ได้ส่งสัญญาณวิกฤต

ในมุมของนักเศรษฐศาสตร์ ทั้งสองฝ่ายต่างมีเหตุผลรองรับในมุมของตนเอง แต่สิ่งสำคัญคือการติดตามว่าความกังวลของผู้บริโภคจะเริ่มส่งผลต่อพฤติกรรมการใช้จ่ายจริงหรือไม่ เพราะหากประชาชนลดการใช้จ่ายลงอย่างมีนัยสำคัญ ก็อาจกลายเป็นแรงกดดันต่อเศรษฐกิจสหรัฐฯ ในอนาคตได้

ท้ายที่สุด ความรู้สึกของผู้บริโภคและข้อมูลเศรษฐกิจจริงอาจไม่จำเป็นต้องเดินไปในทิศทางเดียวกันเสมอ แต่เมื่อทั้งสองเริ่มส่งสัญญาณลบพร้อมกัน นั่นอาจเป็นสัญญาณเตือนที่นักลงทุนและผู้กำหนดนโยบายไม่ควรมองข้าม

#เศรษฐกิจสหรัฐ #ConsumerSentiment #DonaldTrump #เงินเฟ้ออเมริกา #SlimScan #GrowthStocks #CANSLIM #ข่าวหุ้น

แชร์เรื่อง