AI Spending ของบริษัทสหรัฐฯ ทำให้ผู้จัดการกองทุนหันไปมองหุ้นต่างประเทศ

AI Spending ของบริษัทสหรัฐฯ ทำให้ผู้จัดการกองทุนหันไปมองหุ้นต่างประเทศ

โดย ADMIN

AI Spending ของบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่เปิดทางให้หุ้นต่างประเทศน่าสนใจขึ้น

รายงานผลสำรวจใหม่จาก Bank of America (BofA) เปิดเผยว่า ผู้จัดการกองทุนทั่วโลก กำลังหันมาให้ความสนใจกับหุ้นต่างประเทศมากขึ้น เนื่องจากความกังวลเกี่ยวกับการใช้จ่ายด้าน ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ของบริษัทสหรัฐฯ ที่เพิ่มขึ้นอย่างมาก ซึ่งอาจส่งผลต่อผลตอบแทนในระยะสั้นและระดับความเสี่ยงของตลาดหุ้นสหรัฐฯ มาแรงขึ้นอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อนในรอบหลายปี

ผลสำรวจของผู้จัดการกองทุนชี้อะไรบ้าง

การสำรวจจาก BofA ที่ครอบคลุมกองทุนรวมที่มีสินทรัพย์มากกว่า 500 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ พบว่า นักลงทุนสถาบันจำนวนมากกำลังลำเอียงไปลงทุนหุ้นต่างประเทศแทนหุ้นสหรัฐฯ เพราะเหตุผลหลักๆ ดังนี้:

  • ความกังวลเกี่ยวกับการใช้จ่ายอย่างเข้มข้นด้าน AI ของบริษัทเทคโนโลยีสหรัฐฯ เช่น Microsoft, Alphabet, Amazon และ Meta.
  • ความเสี่ยงของ “AI bubble” หรือฟองสบู่องค์ความรู้ที่เกิดจากการลงทุนด้าน AI มากเกินไป โดยยังไม่ชัดเจนว่าการลงทุนเหล่านี้จะให้ผลตอบแทนจริงหรือไม่.
  • ภาวะตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปรับลดลง โดยดัชนี S&P 500 และ Nasdaq Composite ต่างปรับตัวลดลงในช่วงที่ผ่านมา ซึ่งทำให้หลายกองทุนพิจารณาหาโอกาสที่นอกตลาดสหรัฐฯ มากขึ้น.

ตัวเลขการลงทุนด้าน AI ของบริษัทเทคโนโลยียักษ์

ภาพรวมการลงทุนด้านปัญญาประดิษฐ์ของบริษัทยักษ์ใหญ่ในสหรัฐฯ มีการคาดการณ์ว่าจะสูงถึงประมาณ 650 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในปีนี้ ซึ่งเพิ่มขึ้นกว่า 60% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา โดยเงินจำนวนนี้ส่วนใหญ่นำไปใช้ในการสร้างและขยาย AI data centers และฮาร์ดแวร์ เช่น ชิป, เซิร์ฟเวอร์, และระบบคลาวด์ที่รองรับการฝึกโมเดล AI ขนาดใหญ่.

การใช้จ่ายจำนวนมหาศาลนี้มีผลทั้งเชิงบวกและเชิงลบกับตลาดหุ้น:

เชิงบวก

  • การลงทุนด้าน AI อาจช่วยให้บริษัทที่มีศักยภาพเติบโตอย่างแข็งแกร่งในระยะยาว.
  • เทคโนโลยี AI จะกลายเป็นหัวใจของเศรษฐกิจดิจิทัล ซึ่งอุตสาหกรรมอื่นๆ อาจได้รับผลดีจากการใช้งาน AI อย่างแพร่หลาย.

เชิงลบ

  • ความเสี่ยงต่อผลกำไรในระยะสั้น เนื่องจากค่าใช้จ่าย CAPEX สูง อาจกดดัน free cash flow ของบริษัทใหญ่บางแห่ง.
  • หุ้นบางกลุ่มโดยเฉพาะที่เน้นการเติบโตสูง (growth stocks) อาจถูกเทขายเพิ่มขึ้น เพราะความไม่แน่นอนของผลตอบแทน.

ตลาดต่างประเทศเริ่มน่าสนใจกว่าเดิม

ด้วยปัจจัยข้างต้น นักลงทุนบางส่วนได้ทยอยย้ายการลงทุนไปยังตลาดต่างประเทศที่มี valuation ดูน่าสนใจกว่า โดยเฉพาะตลาดหุ้นใน ญี่ปุ่น (Nikkei 225), ยุโรป (Stoxx 600) และ อังกฤษ (FTSE 100) ซึ่ง outperform ดัชนีในสหรัฐฯ ในช่วงเวลาเดียวกัน.

นอกจากนี้ ผู้จัดการกองทุนบางรายมองว่าหุ้นในกลุ่ม ทรัพยากรพื้นฐาน (Materials) และ พลังงาน (Energy) มีแนวโน้มเติบโตที่แข็งแกร่งกว่าเมื่อเทียบกับหุ้นเทคโนโลยีที่กำลังเผชิญแรงกดดันจากการลงทุนขนาดใหญ่ด้าน AI.

ผลกระทบต่อบริษัทเทคโนโลยียักษ์

บริษัทเทคโนโลยียักษ์อย่าง Microsoft และ Amazon ต่างรายงานแผนการลงทุนด้าน AI และโครงสร้างพื้นฐานคลาวด์อย่างต่อเนื่อง แต่ก็ต้องเผชิญกับแรงกดดันจากนักลงทุน:

  • หุ้น Microsoft เคยตกลงสู่ระดับ bear market แล้วเนื่องจากนักลงทุนกังวลว่า AI spending อาจไม่สร้างผลกำไรทันที.
  • Amazon ประกาศการลงทุน CAPEX สูงถึงประมาณ 200 พันล้านดอลลาร์ โดยเน้นไปที่ AWS และฮาร์ดแวร์ AI แต่ก็มีแรงเทขายหุ้นเกิดขึ้นเช่นกัน.

ความไม่แน่นอนของตลาดและมุมมองนักวิเคราะห์

นักวิเคราะห์หลายคนเตือนว่าการลงทุนด้าน AI มูลค่ามหาศาลอาจสร้างฟองสบู่ในตลาด ซึ่งอาจนำไปสู่ความเสี่ยงในการสูญเสียมูลค่าตลาดหุ้นหากผลตอบแทนไม่สอดคล้องกับเงินลงทุน.

ในขณะเดียวกัน ก็มีมุมมองว่าการลงทุนนี้เป็นส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนผ่านทางเทคโนโลยีครั้งใหญ่ ซึ่งอาจเปลี่ยนโฉมเศรษฐกิจและสร้างโอกาสใหม่ๆ ในระยะยาว แต่ความไม่แน่นอนระหว่างทางยังคงสูง, นักลงทุนจึงต้องระมัดระวัง.

สรุปแนวโน้ม

โดยสรุป ผลสำรวจของ Bank of America แสดงให้เห็นถึงช่วงเวลาที่ตลาดหุ้นสหรัฐฯ เผชิญแรงกดดันจากการลงทุนด้าน AI ที่เพิ่มขึ้นอย่างมาก ส่งผลให้ผู้จัดการกองทุนบางส่วนเริ่มมองหาหุ้นต่างประเทศและสินทรัพย์นอกตลาดเทคโนโลยีที่มี valuation น่าสนใจกว่า แต่ในระยะยาวแล้ว การลงทุนด้าน AI ก็ยังถูกมองว่าเป็นหัวใจของการเติบโตของเศรษฐกิจดิจิทัลอย่างไม่อาจปฏิเสธได้.

#AIspending #หุ้นต่างประเทศ #ตลาดหุ้น #เทคโนโลยี #SlimScan #GrowthStocks #CANSLIM #ข่าวหุ้น

แชร์เรื่อง