AbbVie จับตาธุรกิจ Neuroscience ก่อนงบไตรมาส 1/2026 ลุ้น Botox Therapeutic และ Vraylar หนุนรายได้โตต่อ

AbbVie จับตาธุรกิจ Neuroscience ก่อนงบไตรมาส 1/2026 ลุ้น Botox Therapeutic และ Vraylar หนุนรายได้โตต่อ

โดย ADMIN
หุ้นที่เกี่ยวข้อง:ABBV

AbbVie จับตาธุรกิจ Neuroscience ก่อนประกาศงบไตรมาส 1/2026

AbbVie กำลังถูกจับตามองอย่างมากก่อนการรายงานผลประกอบการไตรมาส 1 ปี 2026 โดยประเด็นสำคัญที่นักลงทุนให้ความสนใจไม่ใช่แค่ธุรกิจภูมิคุ้มกันหรือ Immunology เท่านั้น แต่ยังรวมถึงกลุ่มยา Neuroscience ซึ่งกลายเป็นอีกหนึ่งเสาหลักสำคัญในการขับเคลื่อนรายได้ของบริษัทในช่วงหลังจากที่ Humira เผชิญแรงกดดันจากการแข่งขันของยาชีววัตถุคล้ายคลึง หรือ biosimilar มากขึ้นอย่างต่อเนื่อง AbbVie มีกำหนดประกาศผลประกอบการไตรมาส 1/2026 ในวันที่ 29 เมษายน 2026 ก่อนตลาดเปิดทำการ ซึ่งทำให้ตลาดเริ่มประเมินกันแล้วว่าพอร์ตยาด้านระบบประสาทจะช่วยดันรายได้รวมของบริษัทได้มากแค่ไหนในไตรมาสนี้

Neuroscience กลายเป็นเครื่องยนต์ใหม่ของ AbbVie

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา AbbVie พยายามกระจายความเสี่ยงทางธุรกิจอย่างชัดเจน หลังรายได้จาก Humira ซึ่งเคยเป็นยาทำเงินอันดับต้น ๆ ของบริษัทเริ่มชะลอลงจากการหมดความเป็นเอกสิทธิ์ทางการตลาดในหลายพื้นที่ ส่งผลให้บริษัทต้องพึ่งพาพอร์ตยาใหม่ ๆ มากขึ้น หนึ่งในกลุ่มที่โดดเด่นที่สุดคือ Neuroscience franchise ซึ่งครอบคลุมยาสำคัญอย่าง Vraylar, Botox Therapeutic, Ubrelvy และ Qulipta โดยกลุ่มนี้ทำรายได้ทั้งปี 2025 ที่ 10.767 พันล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 19.6% จากปีก่อน และในไตรมาส 4/2025 เพียงไตรมาสเดียวก็ทำรายได้ 2.961 พันล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 17.9% สะท้อนให้เห็นว่าธุรกิจนี้กำลังเติบโตอย่างมีนัยสำคัญ และมีบทบาทมากขึ้นเรื่อย ๆ ต่อรายได้รวมของบริษัท

ตลาดคาดรายได้ Neuroscience ไตรมาส 1 โตประมาณ 22%

จากข้อมูลที่เชื่อมโยงกับบทวิเคราะห์ล่าสุดของ Zacks ตลาดคาดว่ารายได้ของกลุ่ม Neuroscience ในไตรมาส 1/2026 จะอยู่ที่ราว 2.79 พันล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้นประมาณ 22% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งหากทำได้ตามคาด จะยืนยันอีกครั้งว่าพอร์ตยาด้านระบบประสาทของ AbbVie กำลังเป็นฐานรายได้ที่แข็งแรงขึ้นเรื่อย ๆ และช่วยลดผลกระทบจากการอ่อนแรงของสินค้ารุ่นเก่าบางตัวได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ยาเด่นที่ถูกจับตา: Vraylar และ Botox Therapeutic

Vraylar ยังเป็นดาวเด่นของพอร์ตระบบประสาท

Vraylar เป็นหนึ่งในผลิตภัณฑ์สำคัญของ AbbVie ในกลุ่ม Neuroscience โดยใช้รักษาโรคทางจิตเวชบางประเภท และยังคงทำผลงานได้แข็งแกร่งอย่างต่อเนื่อง ในไตรมาส 4/2025 ยาตัวนี้สร้างรายได้ 1.022 พันล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 10.5% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ขณะที่ทั้งปี 2025 ทำรายได้รวม 3.621 พันล้านดอลลาร์ สะท้อนว่าตัวยานี้ยังมีแรงส่งที่ดีทั้งจากการใช้ต่อเนื่องในตลาดเดิมและแนวโน้มการเข้าถึงผู้ป่วยที่ขยายตัวขึ้น

Botox Therapeutic ยังรักษาโมเมนตัมการเติบโต

อีกผลิตภัณฑ์ที่มีน้ำหนักมากในพอร์ตนี้คือ Botox Therapeutic ซึ่งต่างจาก Botox Cosmetic เพราะเน้นการใช้งานทางการแพทย์ เช่น ภาวะกล้ามเนื้อเกร็ง ไมเกรนเรื้อรัง และโรคที่เกี่ยวข้องกับระบบประสาทและการเคลื่อนไหว ในไตรมาส 4/2025 ยาตัวนี้ทำรายได้ 990 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 13.4% ขณะที่ทั้งปี 2025 มีรายได้รวม 3.769 พันล้านดอลลาร์ ตัวเลขนี้ทำให้ Botox Therapeutic ถูกมองว่าเป็นหนึ่งในสินทรัพย์ที่มีเสถียรภาพและมีคุณค่ามากที่สุดของ AbbVie ในกลุ่มยาเฉพาะทาง

Ubrelvy และ Qulipta เติมการเติบโตในตลาดไมเกรน

นอกจากสองตัวยาหลักแล้ว AbbVie ยังมี Ubrelvy และ Qulipta ซึ่งเป็นยาที่เกี่ยวข้องกับการรักษาไมเกรนและกำลังมีบทบาทเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ในไตรมาส 4/2025 Ubrelvy ทำรายได้ 339 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 12.0% ส่วน Qulipta ทำรายได้ 288 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้นถึง 42.6% เมื่อรวมตลอดทั้งปี 2025 รายได้จาก Ubrelvy และ Qulipta อยู่ที่ 2.307 พันล้านดอลลาร์ ซึ่งสะท้อนว่าตลาดยาไมเกรนยังเป็นพื้นที่เติบโตที่น่าสนใจสำหรับบริษัท

ทำไมตลาดจึงให้น้ำหนักกับธุรกิจนี้มากขึ้น

สาเหตุสำคัญที่นักวิเคราะห์จับตากลุ่ม Neuroscience มากขึ้น เป็นเพราะธุรกิจนี้เริ่มมีบทบาทชัดเจนในฐานะตัวช่วยพยุงรายได้รวมของ AbbVie ท่ามกลางแรงกดดันจาก Humira ซึ่งในไตรมาส 4/2025 มีรายได้ลดลงเหลือ 1.246 พันล้านดอลลาร์ หดตัว 25.9% เมื่อเทียบกับปีก่อน ขณะเดียวกันบริษัทกลับเห็นการเติบโตอย่างต่อเนื่องในหลายกลุ่มยาใหม่ โดยเฉพาะ Immunology และ Neuroscience ทำให้นักลงทุนมองว่าโครงสร้างรายได้ของ AbbVie กำลังเปลี่ยนผ่านจากการพึ่งพายาเรือธงเพียงไม่กี่ตัว ไปสู่โมเดลที่กระจายตัวและสมดุลมากขึ้น

ภาพรวมทั้งบริษัทบ่งชี้ว่า AbbVie ยังอยู่ในโหมดขยายตัว

ผลประกอบการล่าสุดของ AbbVie สนับสนุนมุมมองดังกล่าวอย่างชัดเจน โดยในไตรมาส 4/2025 บริษัทมีรายได้รวม 16.618 พันล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 10.0% ส่วนรายได้ทั้งปี 2025 อยู่ที่ 61.160 พันล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 8.6% สะท้อนว่าบริษัทยังสามารถเติบโตได้แม้เผชิญแรงกดดันจากการเปลี่ยนผ่านของพอร์ตยา นอกจากนี้ AbbVie ยังเคยระบุแนวโน้มปี 2026 ว่าจะยังเติบโตต่อ โดยพอร์ต Neuroscience ถูกคาดหวังให้มีรายได้ทั้งปีราว 12.5 พันล้านดอลลาร์ หรือเพิ่มขึ้นประมาณ 16% จากปี 2025 ด้วย

Neuroscience ไม่ได้โตแค่จากยอดขายเดิม แต่ยังได้แรงหนุนจาก pipeline

อีกเหตุผลที่ทำให้ธุรกิจนี้น่าสนใจ คือ AbbVie ไม่ได้พึ่งพาเพียงยอดขายของยาที่ทำตลาดอยู่แล้ว แต่ยังเดินหน้าขยายข้อบ่งใช้และพัฒนาโอกาสใหม่อย่างต่อเนื่อง ตัวอย่างเช่นบริษัทได้ยื่นขอขยายข้อบ่งใช้ของ Rinvoq สำหรับผู้ป่วยโรคด่างขาวชนิด non-segmental vitiligo ต่อ FDA และ EMA รวมถึงยื่นเรื่องกับ EMA เพื่อขยายการใช้ Aquipta หรือ atogepant สำหรับการรักษาไมเกรนเฉียบพลันในผู้ใหญ่ แม้ Rinvoq จะอยู่ในพอร์ต Immunology แต่ความเคลื่อนไหวของ Aquipta ชี้ให้เห็นว่า AbbVie ยังคงเสริมความแข็งแรงให้พอร์ตที่เกี่ยวข้องกับระบบประสาทและอาการปวดศีรษะอย่างต่อเนื่อง ซึ่งอาจกลายเป็นตัวหนุนรายได้ระยะกลางถึงยาว

สิ่งที่นักลงทุนอยากเห็นจากงบไตรมาส 1/2026

1. รายได้กลุ่ม Neuroscience ทำได้ตามหรือดีกว่าคาด

ถ้ารายได้ของกลุ่มนี้ออกมาใกล้เคียงหรือสูงกว่าระดับ 2.79 พันล้านดอลลาร์ ตามที่ตลาดคาด ก็จะช่วยตอกย้ำว่า AbbVie มีฐานการเติบโตที่มั่นคงจากหลายผลิตภัณฑ์ ไม่ได้พึ่งพาเพียงยาตัวเดียวอีกต่อไป

2. Botox Therapeutic และ Vraylar ต้องรักษาการเติบโตได้

เพราะสองผลิตภัณฑ์นี้ถือเป็นแกนกลางของพอร์ตระบบประสาท หากยอดขายยังขยายตัวได้ต่อเนื่อง ก็จะช่วยชดเชยความผันผวนของผลิตภัณฑ์อื่นและเสริมภาพความสามารถในการทำกำไรของกลุ่มนี้ได้ชัดเจนขึ้น

3. ตลาดต้องการสัญญาณบวกจากยาไมเกรน

Ubrelvy และ Qulipta แม้ยังมีขนาดรายได้เล็กกว่าสินค้าหลัก แต่ทั้งสองตัวมีความสำคัญเชิงกลยุทธ์มาก เพราะช่วยเปิดทางให้ AbbVie ขยายส่วนแบ่งในตลาดไมเกรน ซึ่งเป็นตลาดที่ยังมีโอกาสเติบโตสูง หากสองแบรนด์นี้ยังรักษาโมเมนตัมได้ ก็จะช่วยให้พอร์ต Neuroscience มีความสมบูรณ์มากขึ้น

ความเสี่ยงที่ยังต้องติดตาม

แม้ภาพรวมของกลุ่ม Neuroscience จะดูแข็งแรง แต่ก็ยังมีปัจจัยเสี่ยงที่นักลงทุนต้องพิจารณา เช่น การแข่งขันจากยารักษาโรคในกลุ่มใกล้เคียง ความเสี่ยงด้านการกำหนดราคาและการเข้าถึงยาในระบบประกันสุขภาพ รวมถึงความท้าทายในการรักษาอัตราการเติบโตระดับ double-digit เมื่อฐานรายได้เริ่มใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ นอกจากนี้ ตลาดยังจับตาการปรับประมาณการกำไรของบริษัทด้วย หลังมีรายงานภายนอกบางส่วนระบุว่า AbbVie ได้ปรับกรอบคาดการณ์กำไรต่อหุ้นปี 2026 ลงในช่วงต้นเดือนเมษายน ซึ่งอาจสะท้อนแรงกดดันด้านต้นทุนหรือค่าใช้จ่ายบางรายการ แม้ข้อมูลดังกล่าวไม่ได้เปลี่ยนมุมมองเชิงบวกต่อพอร์ต Neuroscience โดยตรง แต่ก็เป็นตัวแปรที่อาจกระทบ sentiment ของนักลงทุนได้

มุมมองเชิงกลยุทธ์: ทำไม Neuroscience สำคัญต่ออนาคตของ AbbVie

ในเชิงกลยุทธ์ ธุรกิจ Neuroscience มีความสำคัญกับ AbbVie มากกว่าการเป็นเพียง “อีกหนึ่งกลุ่มธุรกิจที่โตดี” เพราะมันช่วยเปลี่ยนภาพของบริษัทจากผู้ผลิตยาที่เคยพึ่งพา blockbuster drug อย่าง Humira ไปสู่บริษัทชีวเภสัชภัณฑ์ที่มีฐานรายได้หลากหลายขึ้นอย่างแท้จริง ปัจจุบัน AbbVie มีเสาหลักหลายด้านทั้ง Immunology, Neuroscience, Oncology และ Aesthetics แต่ Neuroscience มีจุดแข็งตรงที่เป็นพอร์ตที่เติบโตดี มีกลุ่มสินค้าหลายแบรนด์รองรับ และมีความต่อเนื่องของดีมานด์ในตลาดรักษาโรคเรื้อรัง ซึ่งช่วยเพิ่มคุณภาพของรายได้ในระยะยาวได้มากกว่าธุรกิจที่พึ่งพาผลิตภัณฑ์เดี่ยวเพียงตัวเดียว

ถ้าไตรมาส 1 ออกมาดี จะส่งสัญญาณอะไร

หากผลประกอบการไตรมาส 1/2026 ของ AbbVie แสดงให้เห็นว่ารายได้จาก Neuroscience เติบโตได้ตามคาดหรือดีกว่าคาด ตลาดจะตีความได้หลายทางพร้อมกัน ทางแรกคือการยืนยันว่า Botox Therapeutic, Vraylar, Ubrelvy และ Qulipta ยังมีแรงส่งเชิงพาณิชย์ที่ดี ทางที่สองคือการสะท้อนว่าบริษัทสามารถบริหารช่วงเปลี่ยนผ่านหลังยุค Humira ได้ดี และทางที่สามคือการเพิ่มความเชื่อมั่นต่อเป้าหมายรายได้ Neuroscience ทั้งปีที่ระดับ 12.5 พันล้านดอลลาร์ ซึ่งจะช่วยยกระดับมุมมองต่อศักยภาพการเติบโตของบริษัทในอีกหลายปีข้างหน้า

บทสรุป

โดยสรุป ข่าวนี้สะท้อนมุมมองเชิงบวกว่า ธุรกิจ Neuroscience ของ AbbVie มีแนวโน้มเป็นตัวช่วยสำคัญต่อการเติบโตของรายได้ในไตรมาส 1/2026 จากแรงหนุนของแบรนด์หลักอย่าง Vraylar และ Botox Therapeutic รวมถึงการเติบโตต่อเนื่องของ Ubrelvy และ Qulipta ขณะที่ตลาดคาดว่ารายได้ของกลุ่มนี้จะอยู่ราว 2.79 พันล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้นประมาณ 22% เมื่อเทียบกับปีก่อน หากตัวเลขจริงออกมาแข็งแกร่ง ก็มีโอกาสช่วยตอกย้ำว่า AbbVie กำลังสร้างฐานรายได้ใหม่ได้สำเร็จ และลดการพึ่งพาผลิตภัณฑ์เก่าอย่างมีนัยสำคัญในระยะยาว

แหล่งอ้างอิงหลัก: ข่าวประชาสัมพันธ์นักลงทุนของ AbbVie และข้อมูลสรุปบทวิเคราะห์ที่เชื่อมโยงกับบทความต้นทางของ Zacks

#SlimScan #GrowthStocks #CANSLIM #ข่าวหุ้น

แชร์เรื่อง