ธุรกิจ Neuroscience ของ AbbVie ยังเป็นแรงขับเคลื่อนรายได้ปี 2026 หรือไม่? วิเคราะห์แนวโน้มยารักษาโรคสมองและระบบประสาทที่กำลังเติบโต

ธุรกิจ Neuroscience ของ AbbVie ยังเป็นแรงขับเคลื่อนรายได้ปี 2026 หรือไม่? วิเคราะห์แนวโน้มยารักษาโรคสมองและระบบประสาทที่กำลังเติบโต

โดย ADMIN
หุ้นที่เกี่ยวข้อง:ABBV

ธุรกิจ Neuroscience ของ AbbVie จะยังช่วยหนุนรายได้บริษัทในปี 2026 หรือไม่

AbbVie Inc. หนึ่งในบริษัทยาชั้นนำของโลก กำลังได้รับความสนใจจากนักลงทุนและนักวิเคราะห์อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในส่วนของธุรกิจ Neuroscience ซึ่งครอบคลุมยารักษาโรคเกี่ยวกับสมอง ระบบประสาท และสุขภาพจิต หลายผลิตภัณฑ์ในกลุ่มนี้กำลังเติบโตอย่างรวดเร็วและมีบทบาทสำคัญต่อการเพิ่มรายได้ของบริษัทในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา

ในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2025 รายได้จากกลุ่ม Neuroscience คิดเป็นมากกว่า 17% ของรายได้รวมของ AbbVie และมีแนวโน้มที่จะเพิ่มขึ้นต่อเนื่องในอนาคต โดยแรงขับเคลื่อนสำคัญมาจากยอดขายที่เพิ่มขึ้นของยาหลายตัว เช่น Botox Therapeutic, Vraylar, Ubrelvy และ Qulipta ซึ่งล้วนมีอัตราการเติบโตแบบเลขสองหลักเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า

นักวิเคราะห์จำนวนมากมองว่า ธุรกิจ Neuroscience จะกลายเป็นหนึ่งในเสาหลักสำคัญของการเติบโตระยะยาวของ AbbVie โดยเฉพาะหลังจากที่บริษัทกำลังเผชิญกับการลดลงของรายได้จากยารุ่นเก่าอย่าง Humira ที่หมดสิทธิบัตรไปก่อนหน้านี้

รายได้จากธุรกิจ Neuroscience เติบโตอย่างแข็งแกร่ง

AbbVie ได้สร้างพอร์ตโฟลิโอด้าน Neuroscience ที่แข็งแกร่งอย่างต่อเนื่อง โดยในช่วงแรกธุรกิจนี้มีผลิตภัณฑ์หลักเพียงไม่กี่ตัว เช่น Botox Therapeutic ซึ่งใช้รักษาโรคเกี่ยวกับกล้ามเนื้อและระบบประสาท รวมถึงยาแก้ซึมเศร้า Vraylar

อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันบริษัทได้ขยายพอร์ตโฟลิโออย่างมาก โดยเพิ่มยารักษาโรคไมเกรนชนิดรับประทาน ได้แก่

  • Ubrelvy – ยารักษาไมเกรนแบบเฉียบพลัน
  • Qulipta – ยาป้องกันไมเกรน

นอกจากนี้ยังมีการเปิดตัวยาใหม่สำหรับรักษาโรคพาร์กินสันขั้นสูงอย่าง Vyalev ซึ่งเปิดตัวในสหรัฐอเมริกาเมื่อไม่นานมานี้ และได้รับการตอบรับที่ดีจากแพทย์และผู้ป่วย

ข้อมูลระบุว่า Vyalev ทำยอดขายได้ประมาณ 299 ล้านดอลลาร์ในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2025 ซึ่งถือเป็นสัญญาณที่ดีสำหรับการเติบโตของพอร์ตผลิตภัณฑ์ด้านระบบประสาทของบริษัท

คาดรายได้ Neuroscience ปี 2026 แตะ 12.5 พันล้านดอลลาร์

AbbVie คาดการณ์ว่า รายได้จากกลุ่ม Neuroscience จะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า โดยบริษัทประเมินว่าในปี 2025 รายได้จากกลุ่มนี้จะอยู่ที่ประมาณ 10.7 พันล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้นประมาณ 19% เมื่อเทียบกับปี 2024

ขณะที่ในปี 2026 บริษัทคาดว่ารายได้จากธุรกิจนี้จะเพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 12.5 พันล้านดอลลาร์ หรือเติบโตประมาณ 16% จากปี 2025 ซึ่งแสดงให้เห็นว่ากลุ่มผลิตภัณฑ์ด้านระบบประสาทจะยังคงเป็นหนึ่งในเครื่องยนต์หลักที่ช่วยผลักดันรายได้ของบริษัทในระยะยาว

การเติบโตดังกล่าวมาจากหลายปัจจัย เช่น

  • การเพิ่มยอดขายของยาที่มีอยู่ในตลาด
  • การเปิดตัวยาใหม่
  • การขยายข้อบ่งใช้ของยาเดิม
  • การพัฒนายาใหม่ใน pipeline

AbbVie เตรียมเปิดตัวยาใหม่เสริมพอร์ต Neuroscience

เพื่อรักษาโมเมนตัมการเติบโต AbbVie กำลังพัฒนายาหลายชนิดใน pipeline โดยหนึ่งในโครงการสำคัญคือ tavapadon ซึ่งเป็นยาชนิดรับประทานสำหรับรักษาโรคพาร์กินสัน

บริษัทได้ยื่นขออนุมัติจาก FDA (Food and Drug Administration) สำหรับยา tavapadon แล้ว โดยข้อมูลจากการทดลองระยะท้ายแสดงให้เห็นว่ายานี้สามารถช่วยปรับปรุงอาการของผู้ป่วยได้อย่างมีนัยสำคัญ

หากได้รับการอนุมัติ Tavapadon อาจเปิดตัวในตลาดได้ภายในปีนี้ และจะช่วยเพิ่มความแข็งแกร่งให้กับพอร์ตยารักษาโรคพาร์กินสันของ AbbVie

การลงทุนด้านวิจัยและพัฒนา

AbbVie ยังลงทุนอย่างหนักในด้าน Research & Development (R&D) เพื่อพัฒนายารักษาโรคระบบประสาทรุ่นใหม่ ซึ่งถือเป็นหนึ่งในตลาดยาที่มีศักยภาพสูง เนื่องจากความต้องการรักษาโรคเกี่ยวกับสมองและสุขภาพจิตยังมีอยู่มากทั่วโลก

ล่าสุดบริษัทได้เข้าซื้อสินทรัพย์ด้านยา psychedelic จากบริษัท Gilgamesh Pharmaceuticals ซึ่งเป็นยาที่มีชื่อว่า bretisilocin โดยกำลังอยู่ระหว่างการทดลองทางคลินิกระยะกลางเพื่อรักษาโรค Major Depressive Disorder (MDD)

การลงทุนดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า AbbVie ต้องการสร้างพอร์ตยารุ่นใหม่ที่ใช้กลไกการรักษาแบบใหม่ เพื่อรองรับความต้องการรักษาโรคทางสมองที่ซับซ้อนมากขึ้นในอนาคต

การแข่งขันในตลาด Neuroscience

แม้ว่าธุรกิจ Neuroscience ของ AbbVie จะเติบโตอย่างแข็งแกร่ง แต่ตลาดนี้ก็มีการแข่งขันสูงจากบริษัทยารายใหญ่หลายแห่ง เช่น

Biogen

Biogen เป็นอีกหนึ่งบริษัทที่มีความเชี่ยวชาญด้านโรคระบบประสาท โดยเฉพาะโรค Alzheimer's disease บริษัทได้ร่วมมือกับ Eisai ในการพัฒนายา Leqembi ซึ่งเป็นหนึ่งในยาที่ได้รับการอนุมัติสำหรับรักษาโรคอัลไซเมอร์

นอกจากนี้ Biogen ยังมีผลิตภัณฑ์อย่าง Zurzuvae ซึ่งเป็นยาชนิดรับประทานตัวแรกสำหรับรักษาภาวะซึมเศร้าหลังคลอด (Postpartum Depression)

Johnson & Johnson

Johnson & Johnson ก็เป็นผู้เล่นสำคัญในตลาดนี้ โดยมีผลิตภัณฑ์เด่นอย่าง

  • Spravato – ยาพ่นจมูกสำหรับรักษาโรคซึมเศร้า
  • Invega Sustenna – ยารักษาโรคจิตเภท

ล่าสุดบริษัทได้เข้าซื้อกิจการ Intra-Cellular Therapies ซึ่งนำยาชื่อ Caplyta เข้ามาเสริมพอร์ต โดยยานี้ได้รับการอนุมัติสำหรับรักษาโรคซึมเศร้าและโรคจิตเภท

มุมมองด้านมูลค่าหุ้นของ AbbVie

ในช่วงปีที่ผ่านมา หุ้นของ AbbVie สามารถทำผลงานได้ดีกว่าอุตสาหกรรมยาโดยรวม โดยราคาหุ้นปรับตัวเพิ่มขึ้นประมาณ 19% ในขณะที่ค่าเฉลี่ยของอุตสาหกรรมเพิ่มขึ้นประมาณ 16%

อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาด้านมูลค่า (Valuation) หุ้นของ AbbVie กำลังซื้อขายที่ระดับ P/E Ratio ประมาณ 21.41 เท่า ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยของอุตสาหกรรมที่ประมาณ 19.26 เท่า

นักวิเคราะห์ยังปรับเพิ่มประมาณการกำไรต่อหุ้น (EPS) สำหรับปี 2026 จาก 14.40 ดอลลาร์ เป็น 14.42 ดอลลาร์ ซึ่งสะท้อนถึงความเชื่อมั่นต่อศักยภาพการเติบโตของบริษัทในอนาคต

บทสรุป: Neuroscience จะเป็นเสาหลักของ AbbVie ในอนาคตหรือไม่

จากข้อมูลทั้งหมด ธุรกิจ Neuroscience มีแนวโน้มที่จะกลายเป็นหนึ่งในเสาหลักสำคัญของการเติบโตของ AbbVie ในช่วงหลายปีข้างหน้า

การเติบโตของยอดขายจากยาอย่าง Botox Therapeutic, Vraylar, Ubrelvy และ Qulipta รวมถึงการเปิดตัวยาใหม่ เช่น Vyalev และโครงการพัฒนายาอย่าง tavapadon ช่วยเสริมศักยภาพของพอร์ตผลิตภัณฑ์ด้านระบบประสาทอย่างต่อเนื่อง

หากบริษัทสามารถเปิดตัวยาใหม่ได้สำเร็จและรักษาการเติบโตของผลิตภัณฑ์หลักไว้ได้ ธุรกิจ Neuroscience ก็มีโอกาสสูงที่จะช่วยผลักดันรายได้ของ AbbVie อย่างต่อเนื่องในปี 2026 และระยะยาว

#AbbVie #Neuroscience #หุ้นต่างประเทศ #อุตสาหกรรมยา #SlimScan #GrowthStocks #CANSLIM #ข่าวหุ้น

แชร์เรื่อง