
AbbVie ชนะคาด Q4 Earnings แต่หุ้นร่วง: ตลาดกังวลหลังยุค Humira แม้ Outlook ปี 2026 ยังสดใส
AbbVie รายงานผลประกอบการไตรมาส 4 แข็งแกร่งกว่าคาด แต่ราคาหุ้นกลับปรับตัวลง
บริษัทชีวเภสัชภัณฑ์ยักษ์ใหญ่จากสหรัฐฯ อย่าง AbbVie ได้รายงานผลประกอบการไตรมาส 4 ที่ออกมาดีกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ ทั้งในแง่ของรายได้ (Revenue) และกำไรต่อหุ้น (EPS) อย่างไรก็ตาม ราคาหุ้นของบริษัทกลับปรับตัวลดลงหลังการประกาศผลประกอบการ สะท้อนให้เห็นถึงความกังวลของนักลงทุนเกี่ยวกับแนวโน้มการเติบโตในระยะยาว แม้ผู้บริหารจะให้มุมมองเชิงบวกต่อปี 2026 ก็ตาม
สรุปผลประกอบการ Q4: ตัวเลขออกมาดีกว่าคาด
ในไตรมาสที่ 4 ของปีล่าสุด AbbVie รายงานรายได้รวมที่สูงกว่าประมาณการของตลาด โดยแรงขับเคลื่อนหลักยังคงมาจากกลุ่มยาเฉพาะทาง (Specialty Drugs) และพอร์ตยาภูมิคุ้มกัน (Immunology Portfolio) ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของธุรกิจบริษัทมาอย่างยาวนาน
กำไรต่อหุ้น (Adjusted EPS) ก็ออกมาสูงกว่าที่นักวิเคราะห์ใน Wall Street คาดไว้เช่นกัน สะท้อนถึงการบริหารต้นทุนที่มีประสิทธิภาพ และการเติบโตของยาตัวใหม่ที่เข้ามาทดแทนรายได้ที่ลดลงจาก Humira
Humira ยังหดตัว แต่ไม่เกินคาด
หนึ่งในประเด็นที่ตลาดจับตามองมากที่สุดคือรายได้จาก Humira ซึ่งเคยเป็นยาทำเงินอันดับหนึ่งของ AbbVie มายาวนาน หลังจากสิทธิบัตรหมดอายุและเผชิญการแข่งขันจาก biosimilar รายได้ของ Humira ในสหรัฐฯ ยังคงลดลงอย่างต่อเนื่อง
อย่างไรก็ตาม การลดลงดังกล่าวถือว่าอยู่ในกรอบที่บริษัทและนักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้แล้ว ทำให้ผลกระทบเชิงลบต่อภาพรวมผลประกอบการไม่รุนแรงเท่าที่ตลาดเคยกังวลในช่วงก่อนหน้า
ยาตัวใหม่เริ่มเข้ามามีบทบาทสำคัญ
AbbVie พยายามลดการพึ่งพา Humira มาหลายปี และเริ่มเห็นผลอย่างเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะจากยารุ่นใหม่อย่าง Skyrizi และ Rinvoq ซึ่งอยู่ในกลุ่ม Immunology เช่นเดียวกัน
รายได้จาก Skyrizi และ Rinvoq เติบโตในอัตรา double-digit ต่อเนื่อง และกลายเป็นเสาหลักใหม่ของบริษัท โดยผู้บริหารระบุว่ายาทั้งสองตัวนี้มีศักยภาพในการสร้างรายได้รวมต่อปีมากกว่า Humira ในช่วง peak เสียอีก
พอร์ต Oncology และ Neuroscience เสริมความแข็งแกร่ง
นอกจากกลุ่ม Immunology แล้ว AbbVie ยังมีการเติบโตที่น่าสนใจในกลุ่ม Oncology และ Neuroscience ซึ่งช่วยกระจายความเสี่ยงของรายได้ และสร้างฐานการเติบโตในระยะยาว
ยาหลายตัวใน pipeline อยู่ในช่วง late-stage development และมีโอกาสได้รับการอนุมัติในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า ซึ่งจะช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้กับ revenue stream ของบริษัท
Outlook ปี 2026 ยังเป็นบวก แต่ตลาดยังไม่มั่นใจ
แม้ผลประกอบการ Q4 จะออกมาดีกว่าคาด และผู้บริหาร AbbVie จะให้มุมมองเชิงบวกต่อปี 2026 โดยคาดว่ารายได้รวมจะกลับมาเติบโตอย่างมีนัยสำคัญ แต่ราคาหุ้นกลับปรับตัวลงหลังประกาศงบ
สาเหตุสำคัญมาจากความระมัดระวังของนักลงทุนที่ยังต้องการเห็นความชัดเจนมากขึ้นเกี่ยวกับการเติบโตหลังยุค Humira โดยเฉพาะในช่วงปี 2024–2025 ซึ่งยังเป็นช่วง transition ที่รายได้รวมอาจทรงตัวหรือเติบโตจำกัด
นักลงทุนกังวลเรื่อง valuation และ sentiment ตลาด
อีกหนึ่งปัจจัยที่กดดันราคาหุ้นคือเรื่อง valuation โดยหุ้น AbbVie ปรับตัวขึ้นมาในระดับหนึ่งก่อนหน้านี้ ทำให้ข่าวดีบางส่วนถูกสะท้อนไปแล้วในราคา (priced in)
นอกจากนี้ sentiment ของตลาดหุ้นโดยรวม โดยเฉพาะในกลุ่ม healthcare และ pharma ยังมีความผันผวน จากประเด็นอัตราดอกเบี้ย นโยบายภาครัฐ และแรงกดดันด้าน pricing ของยา
มุมมองนักวิเคราะห์: ระยะสั้นผันผวน ระยะยาวยังน่าสนใจ
นักวิเคราะห์หลายสำนักยังคงมองว่า AbbVie เป็นหุ้นคุณภาพ (quality stock) ที่มี cash flow แข็งแกร่ง และมี dividend yield ที่น่าสนใจ โดยเฉพาะสำหรับนักลงทุนระยะยาว
อย่างไรก็ตาม ในระยะสั้น ราคาหุ้นอาจยังผันผวนตามข่าว earnings และ guidance ในแต่ละไตรมาส จนกว่าตลาดจะมั่นใจว่ารายได้จากยาตัวใหม่สามารถชดเชย Humira ได้อย่างเต็มที่
Dividend ยังเป็นจุดแข็งสำคัญ
AbbVie ยังคงเป็นหนึ่งในหุ้นที่โดดเด่นด้านการจ่ายเงินปันผล (Dividend) โดยบริษัทมีประวัติการเพิ่ม dividend อย่างต่อเนื่อง ซึ่งช่วยดึงดูดนักลงทุนสาย income และลด downside risk ในช่วงตลาดผันผวน
สรุปภาพรวม: Beat earnings แต่ story ยังต้องพิสูจน์
โดยสรุป AbbVie สามารถเอาชนะความคาดหวังของตลาดในไตรมาส 4 ได้ทั้งรายได้และกำไร แต่ราคาหุ้นที่ปรับตัวลงสะท้อนว่าตลาดยังต้องการเห็น evidence ที่ชัดเจนมากขึ้นเกี่ยวกับการเติบโตในยุค post-Humira
สำหรับนักลงทุนที่มองระยะยาว และเชื่อมั่นใน pipeline รวมถึงความสามารถในการ execute ของผู้บริหาร AbbVie ยังคงเป็นหุ้นที่น่าสนใจ แต่สำหรับนักลงทุนระยะสั้น อาจต้องเตรียมรับมือกับความผันผวนที่ยังไม่จบง่าย ๆ
#AbbVie #หุ้นต่างประเทศ #ผลประกอบการQ4 #หุ้นยา #SlimScan #GrowthStocks #CANSLIM #ข่าวหุ้น