
ศึกอำนาจ Fed สั่นคลอน “Dollar Supremacy” จังหวะเดียวกับจีนเร่งดัน “Yuan” ขึ้นเวทีโลก
ศึกอำนาจ Fed สั่นคลอน “Dollar Supremacy” จังหวะเดียวกับจีนเร่งดัน “Yuan” ขึ้นเวทีโลก
สิงคโปร์—แรงสั่นสะเทือนจาก “ความขัดแย้งทางการเมือง” ในสหรัฐฯ ที่พุ่งเป้าไปยังความเป็นอิสระของธนาคารกลางสหรัฐฯ หรือ Federal Reserve (Fed) กำลังทำให้หลายประเทศและนักลงทุนทั่วโลกเริ่มตั้งคำถามใหม่ว่า “เงินดอลลาร์” ยังปลอดภัยและมั่นคงเหมือนเดิมหรือไม่ ขณะที่อีกฟากหนึ่ง จีนกลับมองเห็น “โอกาสทอง” ในการเร่งผลักดัน เงินหยวน (yuan) ให้ถูกใช้งานในระบบการเงินโลกมากขึ้น—แบบค่อยเป็นค่อยไป แต่ชัดเจนขึ้นทุกปี
แกนกลางของเรื่องนี้อยู่ที่ ความน่าเชื่อถือของสถาบัน (institutional credibility) และ “ความเชื่อมั่น” (confidence) ซึ่งเป็นหัวใจของการที่เงินสกุลหนึ่งจะครองความเป็น reserve currency ของโลกได้ ในมุมของนักเศรษฐศาสตร์หลายคน เหตุการณ์ที่เกี่ยวกับการสอบสวนเชิงอาญาต่อ Jerome Powell ประธาน Fed ถูกจับตามองไปไกลกว่าแค่ประเด็นตัวบุคคล เพราะมันถูกตีความว่าเป็นสัญญาณว่า การเมืองอาจเข้ามาแทรกนโยบายการเงิน—และเมื่อความเป็นอิสระของ Fed ถูกตั้งคำถาม ภาพ “ระบบการเงินสหรัฐฯ” ที่เคยถูกมองว่าเสถียร ก็เริ่มมีรอยร้าวให้เห็น
ทำไมความเป็นอิสระของ Fed ถึงสำคัญต่อเงินดอลลาร์
สถานะของเงินดอลลาร์ในระบบโลกไม่ได้เกิดจาก “ขนาดเศรษฐกิจ” อย่างเดียว แต่เกิดจากการสะสมความเชื่อมั่นมายาวนานว่า สหรัฐฯ มี กติกาที่มั่นคง และมี สถาบันที่ไม่ถูกการเมืองลากไปมา โดยเฉพาะ Fed ซึ่งมีหน้าที่ดูแลเสถียรภาพด้านราคาและระบบการเงิน ด้วยนโยบายที่ยึดข้อมูลเศรษฐกิจเป็นหลัก (data-driven)
ในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา นักลงทุนและรัฐบาลทั่วโลกถือครองเงินดอลลาร์ และนำเงินส่วนเกินไปพักไว้ในสินทรัพย์สหรัฐฯ โดยเฉพาะ พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ (U.S. Treasurys) เพราะมองว่าเป็น “ที่จอดเงิน” ที่เชื่อถือได้ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก เมื่อเกิดเหตุการณ์ที่ถูกมองว่าอาจลดทอนอิสระของ Fed ก็เท่ากับไปกระทบเสาหลักของความเชื่อมั่นนั้น
นักเศรษฐศาสตร์บางรายชี้ให้เห็นบทเรียนจากหลายประเทศที่ธนาคารกลางถูกการเมืองครอบงำ เช่นกรณีของ ตุรกี ซึ่งนำไปสู่ภาวะเงินเฟ้อสูงและความผันผวนทางการเงิน หากภาพคล้ายกันเกิดขึ้นกับสหรัฐฯ—แม้เพียงระดับ “ความเสี่ยงเพิ่มขึ้น”—ตลาดก็อาจเริ่มประเมินเงินดอลลาร์ใหม่ในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย (safe haven)
ผลสะท้อนระยะสั้นในตลาดมักจะเห็นผ่านพฤติกรรม “หนีไปหาความปลอดภัย” เช่น ราคาทองคำและเงินที่ปรับขึ้นแรงในช่วงที่ข่าวเกี่ยวกับ Powell ถูกพูดถึงอย่างหนัก ซึ่งสะท้อนความกังวลต่อความเสถียรเชิงสถาบันและความเสี่ยงเงินเฟ้อในอนาคต
จีนได้ประโยชน์อย่างไรจากความปั่นป่วนของสหรัฐฯ
เมื่อ “ความเชื่อมั่นต่อดอลลาร์” มีแรงสั่น—even แค่ระดับจิตวิทยา—มันเปิดพื้นที่ให้ประเทศอื่นๆ ผลักดันทางเลือกใหม่ โดยจีนคือผู้เล่นที่เดินเกมนี้มานาน ผ่านแนวคิดที่หลายคนเรียกว่า de-dollarization (การลดการพึ่งพาดอลลาร์) แม้จีนจะไม่ได้ประกาศตรงๆ ว่าต้องการ “แทนที่ดอลลาร์” แต่แนวทางที่ทำจริงคือ สร้างระบบคู่ขนาน (parallel system) เพื่อให้การค้าหรือการเงินบางส่วน “ไม่จำเป็นต้องผ่านดอลลาร์เสมอไป”
จีนยังให้ความสำคัญกับนโยบายผลักดันการใช้หยวนในเวทีโลกมากขึ้น ผ่านแผนเชิงยุทธศาสตร์ระดับประเทศ (เช่นแผนระยะ 5 ปี) และใช้เครื่องมือหลากหลาย ตั้งแต่การค้า การปล่อยกู้ การสร้างตลาดตราสารหนี้ ไปจนถึงโครงสร้างพื้นฐานการชำระเงินข้ามพรมแดน
ในเชิงการเมืองระหว่างประเทศ ผู้นำสหรัฐฯ เองก็เคยแสดงความกังวลว่า หากโลกเสียสถานะ “world standard dollar” ไป ก็จะกระทบอำนาจทางเศรษฐกิจและภูมิรัฐศาสตร์อย่างรุนแรง และยังมีการพูดถึงมาตรการกดดันทางการค้า เช่น ภาษี (tariffs) ต่อกลุ่มประเทศเกิดใหม่บางกลุ่ม หากมีความพยายามสร้างทางเลือกแทนดอลลาร์
ตัวเลขที่สะท้อนเกมใหญ่: ดอลลาร์ยังนำ แต่หยวนโตเร็ว
ความจริงที่ต้องยอมรับคือ ดอลลาร์ยังเป็นเจ้าตลาด ในระดับที่สกุลอื่นเทียบยาก โดยข้อมูลจากเครือข่ายชำระเงินระหว่างประเทศอย่าง Swift ชี้ว่า ดอลลาร์คิดเป็นประมาณ 47% ของการชำระเงินบนเครือข่าย และราว 80% ของธุรกรรมด้าน trade finance ขณะที่หยวนอยู่ที่ราว 3% ในการชำระเงิน และราว 8% ใน trade finance
แต่ “แนวโน้ม” สำคัญมากพอๆ กับ “ระดับ” เพราะฝั่งจีนกำลังเพิ่มสัดส่วนการใช้หยวนในธุรกรรมข้ามพรมแดนของตัวเองอย่างรวดเร็ว—จากแทบไม่มีเมื่อราว 15 ปีก่อน มาเป็น ประมาณครึ่งหนึ่งของธุรกรรมข้ามพรมแดนของจีนในปัจจุบัน นี่คือฐานปริมาณที่ใหญ่ และเมื่อฐานใหญ่ การขยับเล็กๆ ก็สร้างแรงกระเพื่อมได้
จีนเร่งสร้าง “โครงสร้างพื้นฐาน” การเงินของตัวเอง: CIPS และระบบชำระเงินทางเลือก
หนึ่งในหัวใจของการครองอำนาจของดอลลาร์ ไม่ได้มีแค่การถือครองเงินสำรอง แต่คือ โครงสร้างพื้นฐานการชำระเงิน ที่ทำให้เงินดอลลาร์ไหลเวียนได้สะดวกและโปร่งใสทั่วโลก โดย Swift เป็นระบบที่ใช้อย่างกว้างขวางมายาวนาน
จีนจึงผลักดันระบบชำระเงินข้ามพรมแดนของตนเองที่ชื่อว่า Cross-border Interbank Payment System (CIPS) ให้เป็นทางเลือกสำหรับบางประเทศและบางธุรกรรม จุดเปลี่ยนสำคัญคือหลังสงครามในยูเครนและมาตรการคว่ำบาตรที่ทำให้รัสเซียถูกตัดออกจากช่องทางการเงินตะวันตกบางส่วน สิ่งนี้ทำให้หลายประเทศ “เห็นความเสี่ยง” ของการพึ่งระบบดอลลาร์มากเกินไป และมองหาแผนสำรอง
สำหรับความสัมพันธ์จีน–รัสเซีย CIPS กลายเป็น “เส้นเลือดหลัก” ในการไหลของเงินบางส่วน และมีรายงานว่าปริมาณและมูลค่าธุรกรรมเฉลี่ยรายวันของ CIPS เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญเมื่อเทียบกับช่วงก่อนสงคราม
หยวนไม่ได้เดินคนเดียว: “ปล่อยกู้เป็นหยวน” และขยายอิทธิพลในประเทศกำลังพัฒนา
อีกเครื่องมือหนึ่งที่จีนใช้คือ การปล่อยกู้และการสนับสนุนทางการเงินเป็นสกุลหยวน ให้กับประเทศกำลังพัฒนา ซึ่งบางประเทศอยู่ในพื้นที่ที่สหรัฐฯ เคยมีอิทธิพลสูง จีนพยายามขยายบทบาทในฐานะ “แหล่งทุน” พร้อมๆ กับเพิ่มโอกาสให้ประเทศผู้กู้ต้องถือ/ใช้หยวนมากขึ้นตามธรรมชาติของหนี้
มีข้อมูลชี้ว่า สัดส่วนสินเชื่อต่างประเทศที่สถาบันการเงินจีนปล่อยกู้ในรูปหยวนเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ราว 45% ของยอดคงค้างรวม 2 ล้านล้านหยวน (คิดเป็นประมาณ 290,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) ณ ช่วงปลายปี 2024 จากที่เคยต่ำกว่า 10% เมื่อราวทศวรรษก่อน—สะท้อนว่า “จีนตั้งใจเปลี่ยนสกุลเงินของเกมปล่อยกู้” อย่างจริงจัง
โจทย์ใหญ่ของหยวน: ทำไมยังแทนดอลลาร์ไม่ได้
แม้จีนจะเดินเกมเก่งขึ้น แต่หยวนยังมีข้อจำกัดเชิงโครงสร้างที่ทำให้ “แทนดอลลาร์ทั้งระบบ” ได้ยากในระยะใกล้ ได้แก่
- Capital controls: จีนยังมีการควบคุมเงินทุนไหลเข้า–ออก ทำให้นักลงทุนต่างชาติและบริษัทข้ามชาติกลัวว่า “ถือหยวนแล้วออกไม่ได้เมื่อจำเป็น”
- สภาพคล่องและสินทรัพย์ลงทุน: เงินสกุลที่จะเป็นศูนย์กลางโลกต้องมี “ทะเลของสินทรัพย์” ให้พักเงินได้อย่างลึกและกว้าง ซึ่งดอลลาร์มีตลาดพันธบัตรและตลาดทุนที่ใหญ่และมีสภาพคล่องสูงมาก
- ความยืดหยุ่นของอัตราแลกเปลี่ยน: การบริหารค่าเงินแบบมีกรอบควบคุมทำให้บางฝ่ายมองว่าหยวนยังไม่สะท้อนกลไกตลาดเต็มที่
จีนพยายามแก้บางส่วนด้วยการพัฒนา “หยวนนอกประเทศ” (offshore yuan) ที่ซื้อขายได้อิสระกว่าในศูนย์กลางการเงินอย่าง Hong Kong และ London แต่ความนิยมยังถูกจำกัดด้วยเหตุผลเดิมๆ คือสินทรัพย์ให้ลงทุนและความมั่นใจในการเข้าออกตลาด
Dim Sum Bonds: อาวุธนุ่มๆ ที่ทำให้ “ถือหยวนแล้วได้ดอก”
เพื่อทำให้หยวน “น่าถือ” มากขึ้น จีนผลักดันตลาดตราสารหนี้สกุลหยวนในต่างประเทศที่เรียกว่า dim sum bonds โดยสนับสนุนให้บริษัทต่างชาติออกพันธบัตรเป็นหยวนในศูนย์กลางการเงินนอกจีน
จุดขายสำคัญคือเมื่อผู้ค้า (เช่นประเทศผู้ส่งออกน้ำมันหรือคู่ค้ารายใหญ่ของจีน) ได้รับหยวนจากการค้า พวกเขาจะเริ่มมีทางเลือกมากขึ้นในการนำหยวนนั้นไปลงทุนเพื่อรับผลตอบแทน แทนที่จะต้องรีบแลกกลับเป็นดอลลาร์ทันที การมีตลาดที่ “โตขึ้น” แม้ยังเล็ก แต่ช่วยลดแรงเสียดทานของการใช้หยวนในโลกจริง
นักเศรษฐศาสตร์บางรายถึงกับบอกว่า ตลาด dim sum bonds “โตเร็วมาก” แม้ขนาดรวมยังไม่ใหญ่เมื่อเทียบกับตลาดดอลลาร์ แต่ประเด็นคือมันกำลังสร้าง “ระบบนิเวศ” (ecosystem) ให้หยวนมีบทบาทมากขึ้นนอกประเทศจีน
แล้วดอลลาร์จะเสียบัลลังก์จริงไหม: ภาพใหญ่ที่ควรมองแบบไม่สุดโต่ง
ข่าวการเมืองและความขัดแย้งในสหรัฐฯ อาจทำให้ตลาดกังวลและทำให้ “แรงขายดอลลาร์” เกิดขึ้นในบางช่วง แต่การจะบอกว่าโลกจะเทดอลลาร์ทิ้งในเร็ววันนั้นยังเป็นเรื่องเกินจริง เพราะดอลลาร์ยังมีข้อได้เปรียบมหาศาล ได้แก่
- เครือข่าย (network effects): ยิ่งคนใช้ดอลลาร์มาก ยิ่งทำให้ทุกคนอยากใช้ตาม เพราะสะดวกและต้นทุนต่ำ
- ตลาดทุนสหรัฐฯ: ลึก ใหญ่ และมีสภาพคล่องสูง เป็นที่จอดเงินของโลก
- บทบาทด้านความมั่นคง: ระบบพันธมิตรและความน่าเชื่อถือเชิงสถาบันยังเป็นแต้มต่อสำคัญ
อย่างไรก็ตาม ประเด็นที่หลายฝ่ายเริ่มพูดจริงจังคือ โลกอาจกำลังเดินสู่ภาพ “หลายขั้วทางการเงิน” มากขึ้น (more multipolar) กล่าวคือ ดอลลาร์ยังเป็นศูนย์กลาง แต่สกุลอื่น—รวมถึงหยวน—ค่อยๆ แย่งพื้นที่บางส่วน โดยเฉพาะในเส้นทางการค้า/การชำระเงินบางภูมิภาค และในกลุ่มประเทศที่อยากลดการถูกตรวจสอบผ่านระบบดอลลาร์
ผลกระทบต่อเอเชียและไทย: ต้องจับตาอะไรเป็นพิเศษ
สำหรับเอเชีย การค้าและซัพพลายเชนจำนวนมากโยงกับจีนโดยตรง หากการชำระเงินเป็นหยวนเพิ่มขึ้นจริง ธุรกิจในภูมิภาคอาจเจอการเปลี่ยนแปลง เช่น
- ความต้องการบริหารความเสี่ยงค่าเงิน เพิ่มขึ้น: บริษัทอาจต้อง hedge ทั้ง USD และ CNY มากขึ้น
- ต้นทุนการทำธุรกรรม อาจลดลงในบางเส้นทาง หากใช้ระบบชำระเงินทางเลือกได้สะดวก
- การถือครองเงินสำรอง ของบางประเทศอาจค่อยๆ diversify มากขึ้น แม้ยังไม่เปลี่ยนแบบพลิกหน้ามือ
สำหรับไทย ประเด็นเชิงปฏิบัติคือการค้ากับจีน การท่องเที่ยว การลงทุน และห่วงโซ่อุปทาน หากคู่ค้าต้องการใช้หยวนมากขึ้น ธุรกิจไทยควรเตรียมความพร้อมด้านบัญชี การชำระเงินข้ามพรมแดน และเครื่องมือบริหารความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนให้ยืดหยุ่นกว่าเดิม
บทสรุป: วิกฤตความเชื่อมั่นเป็น “ของขวัญ” ให้จีน แต่หยวนยังมีเพดาน
ความปั่นป่วนที่พัวพันกับความเป็นอิสระของ Fed คือแรงกระทบที่อาจ “กัดเซาะความเชื่อมั่น” ต่อระบบการเงินสหรัฐฯ ในมุมมองของผู้เล่นต่างชาติ และเมื่อความเชื่อมั่นเป็นสิ่งที่เงินดอลลาร์พึ่งพามากที่สุด จีนจึงเหมือนได้ “หน้าต่างแห่งโอกาส” ในการเร่งทำให้หยวนถูกใช้งานมากขึ้น
แต่ในเวลาเดียวกัน หยวนยังติดเพดานจากเรื่อง capital controls และความลึกของตลาดสินทรัพย์ จึงยากที่จะขึ้นมาแทนดอลลาร์แบบเบ็ดเสร็จในเร็ววัน ภาพที่เป็นไปได้มากกว่าคือ โลกจะค่อยๆ ขยับสู่ระบบที่มี “ทางเลือกเพิ่มขึ้น” และดอลลาร์อาจถูกบั่นทอนอิทธิพลในบางพื้นที่ ขณะที่จีนเดินหน้าสร้างโครงสร้างพื้นฐาน คู่ขนานให้พร้อมใช้ในวันที่โลกต้องการแผนสำรองมากขึ้น
สุดท้ายแล้ว สิ่งที่ตลาดโลกกำลังจับตาไม่ใช่แค่ตัวเลขค่าเงิน แต่คือคำถามใหญ่: สหรัฐฯ จะรักษาความน่าเชื่อถือของสถาบันอย่าง Fed ได้มากแค่ไหน—และจีนจะทำให้หยวน “น่าใช้ น่าถือ และออกได้เข้าได้” มากพอหรือยัง
#Fed #DollarSupremacy #Yuan #DeDollarization #SlimScan #GrowthStocks #CANSLIM #ข่าวหุ้น