
Zacks ชี้ 2 หุ้นซูเปอร์มาร์เก็ตเด่น Walmart และ Kroger พร้อมรับเทรนด์ค้าปลีกอาหารยุคใหม่ หลังอีคอมเมิร์ซ โตเร็ว ลูกค้ายังเน้นความคุ้มค่า
2 หุ้นซูเปอร์มาร์เก็ตที่น่าจับตาในยุคค้าปลีกอาหารเปลี่ยนเกม: Walmart และ Kroger
บทวิเคราะห์ที่เผยแพร่โดย Zacks เมื่อวันที่ 10 เมษายน 2026 ระบุว่า Walmart และ Kroger เป็น 2 หุ้นกลุ่มซูเปอร์มาร์เก็ตที่อยู่ในตำแหน่งแข็งแกร่งพอจะใช้ประโยชน์จากเทรนด์สำคัญของอุตสาหกรรมได้อย่างมีนัยสำคัญ โดยใจความที่ค้นหาได้จากหน้าผลลัพธ์ชี้ชัดว่าทั้งสองบริษัทถูกมองว่าได้แรงหนุนจากการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมผู้บริโภค การเติบโตของช่องทางดิจิทัล และความต้องการสินค้าคุ้มค่าที่ยังต่อเนื่องในตลาดสหรัฐฯ
แม้หน้าบทความต้นทางของ Zacks จะเปิดดูข้อความเต็มไม่ได้จากระบบป้องกันบอตของเว็บไซต์ แต่ข้อมูลจากผลการค้นหาและแหล่งข้อมูลทางการของทั้งสองบริษัทก็สะท้อนภาพเดียวกันอย่างชัดเจนว่า ธุรกิจซูเปอร์มาร์เก็ตในวันนี้ไม่ได้แข่งขันกันแค่เรื่องจำนวนสาขาหรือราคาสินค้าเท่านั้นอีกต่อไป แต่กำลังแข่งกันที่ ความเร็วในการส่งสินค้า ประสบการณ์แบบออมนิแชนแนล การบริหารข้อมูลลูกค้า รายได้จากโฆษณา Retail Media และ ความสามารถในการทำกำไรจากอีคอมเมิร์ซ ซึ่งเป็นจุดที่ Walmart และ Kroger ต่างมีพัฒนาการเด่นในช่วงปีล่าสุด
ทำไมกลุ่มซูเปอร์มาร์เก็ตยังเป็นธุรกิจที่นักลงทุนให้ความสนใจ
ในช่วงที่ผู้บริโภคทั่วโลกยังระมัดระวังการใช้จ่าย ธุรกิจอาหารและของใช้จำเป็นถือเป็นหนึ่งในกลุ่มที่มีความทนทานสูงกว่าหลายอุตสาหกรรม เพราะไม่ว่าเศรษฐกิจจะดีหรือชะลอ คนก็ยังต้องซื้ออาหาร ของสด สินค้าอุปโภคบริโภค และยาอยู่เสมอ สิ่งที่เปลี่ยนไปคือ ลูกค้าต้องการความคุ้มค่าเพิ่มขึ้น และพร้อมเปลี่ยนร้าน เปลี่ยนแบรนด์ หรือสลับไปซื้อสินค้า private label มากขึ้น หากเห็นว่าคุ้มกว่าและสะดวกกว่าเดิม
อีกด้านหนึ่ง ซูเปอร์มาร์เก็ตสมัยใหม่ไม่ได้พึ่งรายได้จากการขายสินค้าเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป รายได้ใหม่กำลังไหลมาจากบริการจัดส่งด่วน ค่าสมาชิก แพลตฟอร์มโฆษณาภายในระบบค้าปลีก การเชื่อมหน้าร้านกับแอปพลิเคชัน และการใช้ข้อมูลลูกค้าเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการขาย เทรนด์เหล่านี้ทำให้บริษัทขนาดใหญ่ที่มีทั้งเครือข่ายสาขา โลจิสติกส์ และฐานข้อมูลลูกค้าจำนวนมาก มีข้อได้เปรียบมากกว่าผู้เล่นรายเล็กอย่างชัดเจน
Walmart: ยักษ์ค้าปลีกที่ไม่ได้โตแค่หน้าร้าน แต่โตจากระบบนิเวศทั้งชุด
ถ้าพูดถึงบริษัทที่พร้อมเก็บเกี่ยวประโยชน์จากเทรนด์ค้าปลีกอาหารยุคใหม่ Walmart มักเป็นชื่อแรก ๆ ที่ถูกยกขึ้นมาเสมอ เพราะบริษัทไม่ได้เป็นเพียงร้านค้าปลีกขนาดใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลกเท่านั้น แต่ยังมีความสามารถในการเชื่อมโยงระหว่างร้านจริง คลังสินค้า ระบบจัดส่ง และแพลตฟอร์มออนไลน์ได้อย่างแนบเนียนมากขึ้นทุกปี
ผลประกอบการไตรมาส 4 ปีงบการเงิน 2026 ของ Walmart สะท้อนโมเมนตัมนี้อย่างชัดเจน โดยบริษัทระบุว่ารายได้รวมไตรมาสดังกล่าวเพิ่มขึ้น 5.6% และกำไรจากการดำเนินงานเพิ่มขึ้น 10.8% ขณะที่ยอดขายอีคอมเมิร์ซทั่วโลกเติบโต 24% และยอดขายสาขาเดิมในสหรัฐฯ เพิ่มขึ้น 4.6% พร้อมทั้งให้กรอบคาดการณ์ปีงบการเงินถัดไปว่ายอดขายสุทธิยังมีแนวโน้มเติบโตต่ออีก 3.5% ถึง 4.5%
ตัวเลขเหล่านี้มีความหมายมากกว่าคำว่า “ยอดขายดี” เพราะมันบอกว่ากลยุทธ์ของ Walmart เริ่มทำงานเป็นระบบ กล่าวคือ บริษัทสามารถดึงลูกค้าเข้ามาซื้อสินค้าจำเป็นในราคาที่แข่งขันได้ พร้อมกับขายบริการอื่น ๆ ที่มีมาร์จิ้นดีกว่าไปพร้อมกัน ไม่ว่าจะเป็นโฆษณาออนไลน์ บริการจัดส่งแบบเร่งด่วน หรือการสั่งซื้อผ่านแอปแล้วไปรับที่สาขา วิธีคิดแบบนี้ทำให้ Walmart ไม่ใช่แค่ร้านขายของถูก แต่กำลังกลายเป็นแพลตฟอร์มค้าปลีกครบวงจรอย่างเต็มตัว
จุดแข็งสำคัญของ Walmart อยู่ที่ “Scale” และ “Speed”
ความได้เปรียบที่คู่แข่งตามยากของ Walmart คือขนาดเครือข่ายสาขาและศูนย์กระจายสินค้าที่มหาศาล บริษัทเคยระบุว่าครัวเรือนในสหรัฐฯ ราว 93% สามารถเข้าถึงบริการจัดส่งวันเดียวกันได้แล้วตั้งแต่ปีงบการเงินก่อนหน้า และในไตรมาส 3 ปีงบการเงิน 2026 บริษัทก็รายงานว่าประมาณ 35% ของออเดอร์ที่จัดจากร้านสามารถส่งถึงมือลูกค้าได้ในเวลาไม่ถึง 3 ชั่วโมง ขณะที่ยอดขายจากช่องทางส่งด่วนประเภทนี้เพิ่มขึ้นเกือบ 70%
ตรงนี้คือหัวใจของการเปลี่ยนเกมในธุรกิจซูเปอร์มาร์เก็ต เพราะเมื่อร้านค้ากลายเป็นทั้งพื้นที่ขายและศูนย์ฟูลฟิลเมนต์ในตัว บริษัทจะสามารถใช้ประโยชน์จากทรัพย์สินที่มีอยู่เดิมได้มากขึ้น ลูกค้าเองก็ไม่ต้องเลือกระหว่าง “ราคาถูก” กับ “ความสะดวก” เหมือนในอดีตอีกต่อไป Walmart จึงได้เปรียบในช่วงที่ผู้บริโภคระวังค่าใช้จ่าย แต่ยังต้องการความรวดเร็วในการซื้อสินค้าอาหารและของใช้ประจำวัน
อีคอมเมิร์ซของ Walmart ไม่ได้เป็นภาระเหมือนเมื่อก่อน
ในอดีต นักลงทุนจำนวนไม่น้อยกังวลว่าการเร่งขยายอีคอมเมิร์ซจะกดดันกำไรของค้าปลีกอาหาร เพราะต้นทุนการหยิบสินค้า แพ็กสินค้า และจัดส่งนั้นสูงมาก แต่สิ่งที่ Walmart พยายามพิสูจน์คือ หากมีสเกลใหญ่พอ มีข้อมูลลูกค้าพอ และมีเครือข่ายสาขากระจายตัวดีพอ อีคอมเมิร์ซสามารถกลายเป็นเครื่องจักรเติบโตที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพโดยรวมได้ ไม่ใช่ภาระถ่วงกำไรอีกต่อไป
ข้อมูลจากบริษัทและสื่ออุตสาหกรรมระบุว่าอีคอมเมิร์ซของ Walmart กลายเป็นหนึ่งในตัวขับเคลื่อนหลักของการเติบโต และยอดขายออนไลน์ของบริษัทในปีงบการเงิน 2026 ก็ทะลุ 150,000 ล้านดอลลาร์เป็นครั้งแรก สะท้อนว่าช่องทางดิจิทัลไม่ได้อยู่ในสถานะ “ทดลอง” อีกแล้ว แต่เป็นแกนหลักของการเติบโตระยะยาว
โฆษณาและรายได้เสริมคือโบนัสที่ตลาดให้มูลค่าเพิ่ม
อีกประเด็นที่ทำให้ Walmart ดูน่าสนใจในสายตานักวิเคราะห์คือ ความสามารถในการต่อยอดทราฟฟิกจำนวนมหาศาลให้กลายเป็นรายได้จากโฆษณาและบริการเสริม ซึ่งปกติมีอัตรากำไรดีกว่าการขายสินค้าอุปโภคบริโภคทั่วไป แหล่งข้อมูลทางการของบริษัทระบุหลายครั้งว่า การเติบโตในสหรัฐฯ ได้แรงหนุนจาก eCommerce, store-fulfilled delivery และ advertising อย่างมีนัยสำคัญ
สำหรับนักลงทุน นี่เป็นสัญญาณสำคัญ เพราะธุรกิจซูเปอร์มาร์เก็ตมักถูกมองว่าเป็นธุรกิจมาร์จิ้นต่ำ แต่เมื่อบริษัทสามารถสร้างรายได้จากโฆษณา membership และบริการ logistics เพิ่มขึ้นได้ โครงสร้างกำไรก็จะยืดหยุ่นกว่าเดิมมาก และมีโอกาสถูกประเมินมูลค่าสูงขึ้นตามไปด้วย
Kroger: ผู้เล่นสาย grocery โดยตรงที่กำลังเร่งเครื่องสู่ยุคดิจิทัลเต็มตัว
หาก Walmart เป็นยักษ์ค้าปลีกขนาดใหญ่ที่มีธุรกิจหลากหลาย Kroger ก็เป็นตัวแทนของผู้เล่น grocery แบบเข้มข้นที่รู้เกมซูเปอร์มาร์เก็ตอย่างลึกซึ้ง และยังคงยืนอยู่แถวหน้าของตลาดสหรัฐฯ บริษัทระบุในหน้าสัมพันธ์นักลงทุนว่า Kroger เป็นหนึ่งในผู้ค้าปลีกอาหารรายใหญ่ที่สุดของโลก และมียอดขายในปีงบการเงิน 2025 อยู่ที่ 147.6 พันล้านดอลลาร์
ผลประกอบการไตรมาส 4 และทั้งปี 2025 ที่ Kroger รายงานเมื่อ 5 มีนาคม 2026 ชี้ให้เห็นว่าบริษัทกำลังตอบรับเทรนด์อุตสาหกรรมได้ดีพอสมควร โดยยอดขายสาขาเดิมไม่รวมเชื้อเพลิงในไตรมาส 4 เพิ่มขึ้น 2.4% และยอดขาย eCommerce ที่ปรับปรุงแล้วเพิ่มขึ้นถึง 20% ขณะที่บริษัทคาดว่ายอดขายสาขาเดิมไม่รวมเชื้อเพลิงในปี 2026 จะเติบโตอีก 1.0% ถึง 2.0%
แม้ตัวเลขการเติบโตของ Kroger อาจไม่ได้หวือหวาเท่า Walmart แต่สิ่งที่น่าสนใจคือ Kroger กำลังทำในสิ่งที่นักลงทุนอยากเห็นจากธุรกิจ grocery มากที่สุด นั่นคือ การทำให้ดิจิทัลโตพร้อมกับคุมกำไรได้ดีขึ้น นี่คือเหตุผลสำคัญที่ทำให้ชื่อของ Kroger ถูกหยิบมาอยู่ในกลุ่มหุ้นที่พร้อมรับอานิสงส์จากเทรนด์อุตสาหกรรมครั้งนี้
Kroger ได้แรงหนุนจาก loyalty, digital และสินค้าในเครือร้านเอง
Kroger มีฐานลูกค้าที่ผูกกับระบบสมาชิกและข้อมูลพฤติกรรมการซื้อจำนวนมาก ซึ่งช่วยให้บริษัททำการตลาดแบบเจาะจงได้แม่นยำขึ้น และออกโปรโมชันที่สอดคล้องกับพฤติกรรมผู้บริโภคมากขึ้น เมื่อผู้บริโภคอ่อนไหวต่อราคา ระบบ loyalty จึงยิ่งมีบทบาท เพราะทำให้ลูกค้ารู้สึกว่าซื้อกับร้านนี้แล้ว “คุ้ม” กว่าคู่แข่ง ขณะเดียวกันบริษัทก็มีพื้นที่ต่อยอดสินค้า private label ที่มาร์จิ้นดีกว่าแบรนด์ภายนอกได้มากขึ้น
แม้ข้อมูลในผลการค้นหาของบทความ Zacks จะไม่ได้โชว์รายละเอียดเต็มทั้งหมด แต่ทิศทางอุตสาหกรรมจากหลายแหล่งชี้ตรงกันว่า ผู้ค้าปลีกอาหารที่มีทั้ง loyalty program, digital ordering, click-and-collect และ private brand มักอยู่ในจุดที่พร้อมเก็บเกี่ยวผลประโยชน์มากที่สุดในรอบนี้ เพราะลูกค้ามองหาทั้งความคุ้มค่าและความสะดวกในเวลาเดียวกัน
การเติบโตของ eCommerce ที่ 20% คือสัญญาณสำคัญมาก
สำหรับ Kroger ตัวเลขยอดขาย eCommerce ที่เพิ่มขึ้น 20% ในไตรมาส 4 ไม่ใช่เรื่องเล็กเลย เพราะ grocery online เป็นหมวดที่ขึ้นชื่อว่าทำกำไรยากกว่าสินค้าประเภทอื่น การที่ Kroger ยังดันยอดขายดิจิทัลขึ้นได้แรง สะท้อนว่าพฤติกรรมผู้บริโภคกำลังเปลี่ยนแบบถาวรมากขึ้น ไม่ใช่แค่กระแสชั่วคราวหลังยุคโควิด และบริษัทก็เริ่มจับจังหวะธุรกิจนี้ได้ดีขึ้นเรื่อย ๆ
ยิ่งไปกว่านั้น สื่ออุตสาหกรรมรายงานก่อนหน้านี้ว่า Kroger คาดหวังจะพา e-commerce ไปสู่จุดทำกำไรได้ในปี 2026 ซึ่งถ้าทำได้จริง จะเป็นจุดเปลี่ยนเชิงคุณภาพที่สำคัญมาก เพราะตลาดมักให้รางวัลกับบริษัทที่พิสูจน์ได้ว่า “ยอดขายดิจิทัลเติบโต” และ “กำไรไม่พัง” สามารถเดินไปด้วยกันได้
เทรนด์อุตสาหกรรมที่หนุน 2 บริษัทนี้มีอะไรบ้าง
1. ผู้บริโภคยังมองหา “ความคุ้มค่า” เป็นอันดับต้น ๆ
รายงานจาก NielsenIQ และ McKinsey สะท้อนตรงกันว่า ลูกค้าทั่วโลกยังมีความไวต่อราคา และจำนวนมากหันไปซื้อสินค้า private label หรือ store brand มากขึ้น ผู้ค้าปลีกที่บริหารทั้งราคา โปรโมชั่น และแบรนด์ของตัวเองได้ดี จึงมีโอกาสรักษาลูกค้าและปกป้องมาร์จิ้นได้ดีกว่า
Walmart ได้เปรียบเพราะภาพจำเรื่องราคาคุ้มค่าแข็งแรงอยู่แล้ว ส่วน Kroger ได้เปรียบจากการจัดการหมวดสินค้าอาหารอย่างละเอียด รวมถึงการใช้ฐานข้อมูลลูกค้าทำข้อเสนอที่แม่นยำขึ้น ทั้งสองบริษัทจึงเหมาะกับยุคที่ลูกค้าคิดก่อนใช้ แต่ก็ยังต้องการคุณภาพและความสะดวกควบคู่กัน
2. ออมนิแชนแนลกลายเป็นมาตรฐาน ไม่ใช่ทางเลือก
วันนี้ลูกค้าไม่ได้แยกโลกออนไลน์กับออฟไลน์ออกจากกันแล้ว ลูกค้าอาจเปิดแอปเพื่อเช็กราคา สั่งซื้อจากมือถือ รับสินค้าที่สาขา และกลับมาซื้อซ้ำผ่านระบบสมาชิกภายหลังได้ในคนเดียวกัน รายงานจาก FMI และ Mastercard ระบุว่าอุตสาหกรรม grocery กำลังเร่งพัฒนา omnichannel อย่างจริงจังเพื่อตอบโจทย์พฤติกรรมแบบนี้
ทั้ง Walmart และ Kroger อยู่ในตำแหน่งที่ดีมากกับเทรนด์ดังกล่าว เพราะมีทั้งสาขาจริง โครงสร้างการกระจายสินค้า และฐานลูกค้าเดิมอยู่แล้ว สิ่งที่ต้องทำมีเพียงการเชื่อมทุกส่วนเข้าหากันให้ราบรื่น ซึ่งทั้งสองรายกำลังทำได้ดีขึ้นตามลำดับ
3. รายได้จาก Retail Media และข้อมูลลูกค้ากำลังสำคัญขึ้น
หนึ่งในเทรนด์ที่นักลงทุนชอบมากคือการที่ซูเปอร์มาร์เก็ตเริ่มหารายได้เพิ่มจากการขายพื้นที่โฆษณาให้แบรนด์สินค้าอุปโภคบริโภค แทนที่จะพึ่งรายได้จากการขายของอย่างเดียว Walmart ระบุชัดว่าการเติบโตของบริษัทได้รับแรงหนุนจาก advertising ส่วนในภาพกว้างของตลาด ข้อมูลลูกค้าที่มาจาก loyalty และ digital transaction กำลังกลายเป็นสินทรัพย์ทางธุรกิจที่มีมูลค่าสูงขึ้นเรื่อย ๆ
4. private label ไม่ใช่แค่ของถูก แต่เป็นเครื่องมือสร้างกำไร
ข้อมูลจาก FMI และ NielsenIQ ชี้ว่าผู้บริโภคซื้อสินค้า private label มากขึ้น และผู้ค้าปลีกจำนวนมากก็วางแผนเพิ่มสัดส่วนสินค้าในกลุ่มนี้อย่างต่อเนื่อง เทรนด์นี้เอื้อต่อผู้ประกอบการที่มีทั้งขนาดธุรกิจและความสามารถในการบริหาร assortment เพราะสินค้า private label มักให้มาร์จิ้นดีกว่า และยังช่วยสร้างความแตกต่างจากคู่แข่งได้ด้วย
จุดต่างของ Walmart กับ Kroger ที่นักลงทุนควรรู้
Walmart เด่นเรื่องขนาดและรายได้หลายชั้น
Walmart มีจุดแข็งที่สเกลระดับมหาศาล ครอบคลุมทั้ง grocery, general merchandise, membership, advertising และบริการจัดส่ง จุดนี้ทำให้บริษัทสามารถรับมือกับรอบเศรษฐกิจได้ยืดหยุ่นกว่า และมีหลายเครื่องยนต์ในการขับเคลื่อนการเติบโตพร้อมกัน
Kroger เด่นเรื่องความเชี่ยวชาญใน grocery และการบริหารลูกค้าเชิงลึก
Kroger อาจไม่ได้ใหญ่เท่า Walmart แต่มีความเฉพาะทางในธุรกิจอาหารสูงกว่า จึงมีความคล่องตัวในเชิง category management, loyalty strategy และการผลักดัน private label กับ pharmacy ให้เกิดประโยชน์ได้ดี จุดเด่นนี้ทำให้ Kroger ยังเป็นผู้เล่นที่แข็งแรงมากในตลาด grocery สหรัฐฯ แม้ต้องเผชิญการแข่งขันดุเดือดก็ตาม
ความเสี่ยงที่ยังต้องจับตา
แม้ภาพรวมจะดูเป็นบวก แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าหุ้นกลุ่มนี้ไร้ความเสี่ยง ความเสี่ยงแรกคือการแข่งขันด้านราคา ซึ่งอาจบีบมาร์จิ้นหากผู้เล่นรายใหญ่ต้องเร่งโปรโมชั่นเพื่อแย่งลูกค้าในช่วงที่กำลังซื้อยังเปราะบาง ความเสี่ยงถัดมาคือต้นทุนแรงงาน ต้นทุนโลจิสติกส์ และความสามารถในการทำกำไรจากอีคอมเมิร์ซในระยะยาว โดยเฉพาะหากลูกค้าคาดหวังการส่งเร็วขึ้นแต่ไม่ยอมจ่ายเพิ่มมากพอ
สำหรับ Kroger ยังมีแรงกดดันจากการเติบโตที่ต้องพิสูจน์ต่อเนื่อง หลังบริษัทเคยเผชิญความไม่แน่นอนจากดีลควบรวมกับ Albertsons ที่ไม่เกิดขึ้น ขณะที่ Walmart เองก็เผชิญความท้าทายจากการรักษาสมดุลระหว่างราคาที่ดึงดูดลูกค้า กับการรักษาความสามารถทำกำไรท่ามกลางการแข่งขันที่รุนแรงเช่นกัน
มุมมองต่อข่าวนี้: ทำไม Zacks จึงเลือก 2 บริษัทนี้
เมื่อประกอบข้อมูลทั้งหมดเข้าด้วยกัน ก็พอเห็นภาพได้ไม่ยากว่าทำไม Zacks จึงเลือก Walmart และ Kroger มาเป็น 2 หุ้นซูเปอร์มาร์เก็ตที่ “พร้อมใช้ประโยชน์จากเทรนด์อุตสาหกรรม” เพราะทั้งคู่มีคุณสมบัติสำคัญร่วมกัน 3 เรื่องคือ หนึ่ง มีฐานธุรกิจสินค้าจำเป็นที่ค่อนข้างมั่นคง สอง มีความคืบหน้าเชิงรูปธรรมในช่องทางดิจิทัล และ สาม มีโอกาสสร้างมูลค่าเพิ่มจากเทรนด์ใหม่อย่าง private label, omnichannel และ retail media มากกว่าผู้เล่นที่เล็กกว่า
พูดให้เข้าใจง่าย ๆ คือ ในช่วงที่โลกค้าปลีกอาหารกำลังเปลี่ยนจาก “ร้านขายของ” ไปเป็น “แพลตฟอร์มข้อมูลและบริการ” บริษัทที่มีทั้งสาขา เทคโนโลยี ลูกค้า และระบบกระจายสินค้าอยู่แล้ว ย่อมได้เปรียบมากที่สุด และ Walmart กับ Kroger คือสองชื่อที่สะท้อนภาพนั้นได้เด่นที่สุดในเวลานี้
บทสรุป
ข่าวและบทวิเคราะห์ล่าสุดสะท้อนว่า ธุรกิจซูเปอร์มาร์เก็ตไม่ได้เป็นเพียงธุรกิจป้องกันความเสี่ยงแบบเดิมอีกต่อไป แต่กำลังก้าวเข้าสู่ยุคที่การเติบโตเกิดจากการผสมกันของ ความคุ้มค่า เทคโนโลยี ข้อมูลลูกค้า และ ประสบการณ์ช้อปปิ้งแบบไร้รอยต่อ Walmart ดูโดดเด่นจากขนาดธุรกิจ ความเร็วในการส่ง และเครื่องยนต์รายได้หลายทาง ส่วน Kroger เด่นจากความเชี่ยวชาญใน grocery การเติบโตของดิจิทัล และความสามารถในการใช้ loyalty กับสินค้าแบรนด์ร้านของตัวเองเพื่อรักษาฐานลูกค้า
ดังนั้น หากมองตามกรอบคิดของ Zacks แล้ว ทั้งสองบริษัทจึงไม่ใช่แค่หุ้นซูเปอร์มาร์เก็ตธรรมดา แต่เป็นผู้เล่นที่กำลังยืนอยู่ตรงจุดตัดของเทรนด์ใหญ่ในอุตสาหกรรม และนั่นคือเหตุผลที่ทำให้ Walmart และ Kroger ถูกยกให้เป็น 2 หุ้นเด่นที่พร้อม capitalize on industry trends ในรอบนี้อย่างแท้จริง
#Walmart #Kroger #หุ้นค้าปลีก #ซูเปอร์มาร์เก็ต #SlimScan #GrowthStocks #CANSLIM #ข่าวหุ้น